คณะรัฐบาลระหว่างประเทศที่ทำงานเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก (Intergovernmental Panel on Climate Change, IPCC) ได้สรุปและเขียนรายงานกว่าพันหน้าเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก (renewable energy) ซึ่งประกอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ น้ำ ลม คลื่น ความร้อนใต้พิภพ และชีวมวล ทาง IPCC กล่าวว่าปัจจุบันสามารถผลิตได้ 13.8 % ของความต้องการพลังงานทั้งโลก แต่ถ้ามีความจริงจังที่จะใช้ประโยชน์จากพลังงานเหล่านี้ มันสามารถแทนที่พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ ในทางกลับกันพลังงานทดแทนหลักในปัจจุบัน 10.2 % จาก 13.8 % เป็นพลังงานที่มาจากชีวมวล โดยหลักคือไม้ (ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำมาเผาถ่าน) และมูล และที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นพลังงานจากน้ำ และน้อยกว่า 0.5% เป็นพลังงานที่มาจากลม คลื่น แสงอาทิตย์และความร้อนใต้พิภพ รวมกัน ดังนั้นแล้วจึงกล่าวได้ว่าไม้และมูลเป็นพลังงานทดแทนที่แท้จริงสำหรับในปัจจุบัน

green-energy.

พลังงานทดแทนส่วนใหญ่ของโลกในปัจจุบันมาจากแหล่งไหนบ้าง?

                สิ่งหนึ่งที่สร้างความหวาดวิตกให้กับป่าฝนคือการตัดไม้ทำลายป่าโดยคนยากจนทั้งหลาย ที่ประเทศเฮติความต้องการพลังงานประมาณ 60 % มาจากถ่านที่ผลิตขึ้นจากการตัดไม้ทำลายป่า แม้กระทั่งธุรกิจการทำเบเกอรี่ ซักอบรีด อุตสาหกรรมน้ำตาล และการกลั่นเหล้า ในประเทศนี้ก็ใช้พลังงานจากป่าไม้ พวกเขาถือว่าพลังงานจากถ่านที่ได้จากการตัดไม้ทำลายป่าเป็นพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ดังนั้นจึงมีคนทำนายว่าประเทศเฮติ จะต้องตัดไม้ 98% ที่ปกคลุมอยู่ทั้งประเทศแล้วนั่งนับมัน ความเสียหายทางระบบนิเวศน์ของประเทศเฮติเทียบเท่าได้กับการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศเพื่อนบ้านอย่างโดมนิกัน ซึ่งมีป่าไม้ปกคลุม 48% ของพื้นที่ประเทศ และในอนาคตอันใกล้ชาวเฮติก็ถึงคราที่จะต้องขุดรากไม้มาเป็นพลังงานเพราะพวกเขาตัดไม้ไปจนหมดประเทศแล้ว

ข้อจำกัดด้านพื้นที่และทรัพยากรรวมถึงเทคโนโลยีของโลกที่มีในตอนนี้คืออุปสรรคในการพัฒนาพลังงานทดแทน

                คุณอาจจะยังคงมีคำถามในใจว่า แล้วพลังงานทดแทนรูปแบบอื่นล่ะ? ทีนี้ขอยกตัวอย่างลมซึ่งไม่เคยหยุดพัด แต่อย่าลืมไปว่าอุตสาหกรรมในการผลิตส่วนประกอบของระบบผลิตพลังงานด้วยลมล้วนทำจากเหล็ก คอนกรีต และแร่ต่างๆที่อยู่บนโลก เพื่อใช้ในการทำกังหัน รวมถึงส่วนประกอบแม่เหล็กและอื่นๆที่จำเป็นของระบบ ปัจจุบันลมสามารถผลิตพลังงานได้เพียง 0.2 % ของความต้องการพลังงานทั้งหมดบนโลกใบนี้ สมมติว่าเราต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทศวรรษที่กำลังจะมาถึง เราจะต้องสร้างฟาร์มของกังหันลมเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่าของที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อได้พลังงาน 10 % ของความต้องการพลังงานทั้งโลกซึ่งถือว่าน้อยนิด แต่เราจะไม่มีพื้นที่สำหรับขุดเจาะ หรือนำพลังงานฟอสซิลมาใช้แล้ว เพราะพื้นที่ถูกทำเป็นฟาร์มกังหันลมหมด

plug-planet

                จะเห็นได้ว่าการนำพลังงานทดแทนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อโลกนั้นไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะยังมีอุปสรรคขวากหนามขวางกั้นเราอยู่มาก โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีที่เราจำเป็นจะต้องจัดการให้แหล่งพลังงานทดแทนมีความเสถียร มีขนาดที่เล็กลง กระบวนการสร้างจะต้องไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศน์ และต้องมีการจัดการขยะของเสียจากอุปกรณ์พลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพ

อ้างอิง 

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้