สวัสดีเพื่อนๆชาว ไอทีเมามันส์ ทุกคน กลับมาพบกันเป็นประจำเช่นกับเรื่องราวสาระดีๆ สำหรับบทความนี้เราจะพาเพื่อนมารับทราบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า หากวันหนึ่งมีดาวหาง หรือ ดาวเคราะห์น้อยที่มีทิศทางพุ่งมาที่โลกจริง การจะรับมือกับพวกมันอาจไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครหลายคนคิด เเม้ว่าจะมีคอนเซ็ปต์ไอเดียมากมายที่จะจัดการกับพวกมัน ดังที่เราได้เห็นไปเเล้วในภาพยนตร์ฮอลลีวูด เเต่ความสำเร็จใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้เสมอไป ซึ่งเป็นเพราะอะไร หากใครอยากรู้ต้องลองติดตามอ่านเพื่อค้นหาคำตอบกันดูครับ

3-6

ในหนังฮอลลีวูดบางเรื่องมักแสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถทำลายดาวเคราะห์น้อยที่กำลังจะพุ่งชนโลกได้แม้จะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนก็ตาม แต่จากหลักฐานล่าสุดกลับแสดงให้เห็นว่าดาวเคราะห์น้อยนั้นแข็งแกร่งและยากที่จะทำลายมากกว่าที่เราคาดคิดไว้เสียอีก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ได้ใช้โมเดลคอมพิวเตอร์จำลองสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนกับวัตถุอื่นในจักรวาล เพราะพวกเขาต้องการทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อตัวกันของดาวเคราะห์เพื่อช่วยในการหาวิธีทำเหมือง และหาวิธีหันเหทิศทางของพวกมัน

59fdfc5afc7e937f088b4567-e1551939624541

ก่อนหน้านี้นักวิจัยได้ศึกษาดาวเคราะห์น้อยจากห้องปฏิบัติการที่จำลองมาจากหินขนาดเท่ากำปั้นเท่านั้น และเมื่อนักวิจัยในช่วงต้นยุค 2000 ใช้ข้อมูลที่ได้คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 กิโลเมตร ชนกับวัตถุอย่างดาวเคราะห์ดวงอื่น ผลของการวิจัยครั้งนี้ระบุว่าดาวเคราะห์น้อยจะถูกทำลายหมดสิ้นซึ่งเป็นผลมาจากแรของการปะทะ

อย่างไรก็ตาม นับแต่นั้นนักวิจัยก็ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับองค์ประกอบของดาวเคราะห์น้อยและคุณสมบัติทางกายภาพอื่น ๆ แต่เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาอีกครั้ง แบบจำลองใหม่ล่าสุดในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าดาวเคราะห์น้อยจะไม่ถูกทำลายจนหมดสิ้นเหมือนในงานวิจัยก่อนหน้า แต่มันจะยังคงสภาพเดิมแม้ว่าจะพุ่งชนอย่างรุนแรงมาก ๆ

Astroid-larger-than-Burj-Khalifa-to-skim-past-Earth-in-February

“เราเคยเชื่อว่ายิ่งวัตถุมีขนาดใหญ่เท่าไหร่มันก็ยิ่งถูกทำลายได้ง่ายขึ้น เพราะวัตถุขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะมีรอยร้าว แต่จากการค้นพบของเราแสดงให้เห็นว่าดาวเคราะห์น้อยแข็งแกร่งกว่าที่เราเคยคิดไว้ และต้องการพลังงานอย่างมากเพื่อที่จะทำลายมันอย่างสมบูรณ์” นักวิจัย Charles El Mir กล่าว

นี่หมายความว่าเราจำเป็นต้องมาทบทวนวิธีปกป้องโลกของเราจากดาวเคราะห์น้อยซะใหม่ เนื่องจากการทำลายมันเพื่อไม่ให้มันพุ่งชนโลกคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากแล้ว

“มันอาจฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่มีงานวิจัยจำนวนมากพิจารณาถึงการชนของดาวเคราะห์น้อย เช่น ถ้ามีดาวเคราะห์น้อยกำลังจะพุ่งชนโลก เราควรจะแบ่งมันออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือสะกิดมันไปในทิศทางอื่นดี และถ้าเลือกอย่างหลัง เราควรใช้แรงมากแค่ไหนในการเบี่ยงทิศทางมันออกไปโดยไม่ทำให้มันแตก นี่คือคำถามที่เกิดขึ้นภายในการพิจารณา”

ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ เมื่อปี 1801 นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลี Giuseppe Piazzi ได้มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงแรกและดวงที่ใหญ่ที่สุดนามว่า Ceres ซึ่งโคจรอยู่รอบดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี มีมวลถึง 1 ใน 4 ของมวลรวมของดาวทั้งหมดในแถบดาวเคราะห์น้อย (บริเวณระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี)

movie-effect-astroid-collision

และนี่ก็คือเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับดาวหางเเละดาวเคราะห์น้อย ที่อาจเป็นภัยคุกคามโลกของเราได้ทุกเมื่อ จนทำให้เหล่านักดาราศาสตร์จากทั่วโลกต่างเฝ้ามองมันจากทุกทิศทาง เพราะหากพวกมันมา เราจะได้หาทางรับมือกับมันได้อย่างทันท่วงที 

อ้างอิง

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้