สวัสดีเพื่อนๆชาว ไอทีเมามันส์ ทุกคน กลับมาพบกันเป็นประจำทุกวันเช่นเคยกับเรื่องราวสาระดีๆ สำหรับบทความนี้เป็นบทความด้านธุรกิจที่เราจะขอนำเสนอเรื่องราวประวัติความเป็นมาของ “เบยลาว” ที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักเเละเคยดื่มเบียร์เเบรนด์นี้เป็นอย่างดี เพราะนี่คือเบียร์ที่มีส่วนเเบ่งการตลาดมากที่สุดในตลาดเบียร์ประเทศลาว แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รู้เรื่องราวโดยละเอียดของเบียร์ลาว บทสัมภาษณ์ “ท่านกิดสะหนา วงไซ” ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทเบียร์ลาว และเนื้อหาประกอบจากการบทความชิ้นนี้คงให้คำตอบในเรื่องราวเกี่ยวกับ เบียร์ลาว กระจ่างขึ้น

picture2010_317255310562

“เบยลาว เบยของคนลาว คนจิงใจ”

เป็นวลีที่ดูเรียบง่าย ใช้ภาษาตรงๆ ไม่อ้อมค้อมสะท้อนถึงบุคลิกตัวตนของคนลาวได้ตรงจุดที่สุด วลีนี้ยังมีนัยที่กินใจคนลาวทั้งประเทศ จนกลายเป็นความจงรักภักดีต่อตราสินค้าส่งผลให้ เบยลาว หรือ เบียร์ลาว เป็นเบียร์ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 98% ของตลาดเบียร์ใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ทั้งประเทศ คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก เบียร์ลาว แม้บางคนที่ไม่ใช่คอเบียร์ และไม่ใช่คนที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แต่หากได้เคยเดินทางไปยัง สปป.ลาว อย่างน้อยต้องได้เห็นตราสินค้าของ เบียร์ลาว อยู่ตามป้ายโฆษณาหรือบิลบอร์ดที่กระจายติดตั้งอยู่ทั่วทุกจุด แต่จะมีสักกี่คนที่รู้เรื่องราวของ เบียร์ลาว หรือเข้าใจภาพธุรกิจของเบียร์ลาวโดยละเอียด หนำซ้ำหลายคนยังชอบนำคำว่า “เบยลาว” ที่เขียนตามภาษาลาว มาพูดเชิง ติดตลกว่า “เขยลาว”ซึ่งความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเป็นการล้อเลียนภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน!!!

ตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดเกือบ 100% ของ เบียร์ลาว ถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ เพราะธรรมชาติของคนลาวปัจจุบัน เวลามีงานเลี้ยงสังสรรค์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นิยมดื่มกันมากที่สุด คือเบียร์ ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ มีคนดื่มน้อยมาก อย่างวิสกี้หรือบรั่นดี คนมีฐานะในสังคมเพียงไม่กี่กลุ่มที่สามารถดื่มได้ หรือคนในชนบทห่างไกลซึ่งมีสัดส่วนประชากรไม่มากนักที่ยังมีประเพณีดื่มสุราพื้นบ้านหรือสุรากลั่นเองอยู่ ประมาณกันว่ามูลค่าตลาดเบียร์ของ สปป.ลาว โดยรวมในปัจจุบันตกประมาณปีละ 2 ล้านล้านกีบ หรือเท่ากับ 7,874 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนที่ 254 กีบเท่ากับ 1 บาท) หากคิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าตลาดดังกล่าวจะอยู่ที่ 238 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ท่านกิดสะหนา วงไซ ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทเบียร์ลาว ให้ตัวเลขอย่างถ่อมตัวว่ายอดขายของ เบียร์ลาว ทุกวันนี้อยู่ที่ปีละ 150 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น ตัวเลขนี้อาจดูน้อยหากเปรียบเทียบกับตลาดเบียร์ในประเทศไทยที่มีประชากรกว่า 65 ล้านคน แต่ถือเป็นตัวเลขที่ใหญ่มากของ สปป.ลาว ที่มีประชากรเพียง 6 ล้านคนเศษ!!

8788988349_75920fc085_b

หากมองไปถึงอนาคต “เบียร์ลาว” กำลังเป็นเบียร์ที่ได้รับความนิยมไม่เฉพาะใน สปป.ลาว แต่ยังรวมถึงคนไทย และนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก จนกำลังการผลิต 210 ล้านลิตรต่อปีจากโรงงานที่มีอยู่ 2 แห่งในทุกวันนี้ไม่เพียงพอต้องขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 150 ล้านลิตร แบรนด์ “เบียร์ลาว” กำลังถูกพัฒนาให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์สากลเป็นที่รู้จักกันในระดับโลกมากขึ้นยิ่งเมื่อ สปป.ลาว มีแผนจะเปิดตลาดหลักทรัพย์ขึ้นภายในปีนี้ (ตามกำหนดการ จะเปิดในวันที่ 10 ตุลาคม 2010) เรื่องราวของ เบียร์ลาว ยิ่งเป็นที่ต้องการรับรู้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุน เพราะหุ้น เบียร์ลาว ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นสินค้าตัวแรกๆ ที่จะได้เข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่ง สปป.ลาว ท่านกิดสะหนา วงไซ ได้แสดงข้อมูลที่อาจตอบสนองความคาดหมายของนักลงทุนเหล่านั้นได้ในระดับหนึ่ง ถือเป็นการให้สัมภาษณ์พิเศษโดยละเอียดกับสื่อมวลชนจากประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก!!!

บทสัมภาษณ์ของท่านกิดสะหนา วงไซ CEO ของบริษัทเบียร์ลาว จะทำให้ได้เรื่องราวของ “เบียร์ลาว” ที่เชื่อว่าคนไทยหลายคนยังไม่รู้…

ธุรกิจของ เบียร์ลาว เริ่มต้นใน ค.ศ.1972 ซึ่งขณะนั้นลาวยังปกครองในระบอบราชอาณาจักร โดยนักธุรกิจชาวฝรั่งเศสได้ร่วมทุนกับคนลาวเชื้อสายจีนด้วยเงินลงทุน 3.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งการถือหุ้นฝ่ายฝรั่งเศส 85% ลาว 15% ตั้งโรงงานผลิตเบียร์ขึ้นทางตอนใต้ของนครหลวงเวียงจันทน์บนหลักกิโลเมตรที่ 12 ถนนท่าเดื่อ ใกล้หมู่บ้านสารคาม ในเขตอำเภอหาดซายฟอง (Hatsayphong) ภายใต้ชื่อ “โรงงานเหล้าเบียร์และน้ำก้อนลาว”

2016-12-07-1

เริ่มผลิตเป็นครั้งแรกในปี 1973 ด้วยกำลังการผลิต 3 ล้านลิตรต่อปี ด้วยความต้องการผลิตเบียร์ที่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ทุกคนสามารถดื่มได้ทั่วไปตามท้องถนน จึงตั้งแบรนด์เบียร์ที่ผลิตว่า ลารู (La Rue) แปลว่า ถนน ในภาษาฝรั่งเศส แต่ต่อมากลับมีแนวคิดที่จะให้ La Rue เป็นเบียร์ระดับบนเพื่อเข้าไปแทรกตลาดเบียร์นำเข้าที่ผูกขาดตลาดลาวมาตลอดตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 1975 การผลิตในช่วง 2 ปีแรก ผลิตได้เพียง 90% ของกำลังการผลิตรวม โดยผลิตเบียร์ได้ปีละ 2.85 ล้านลิตร

ระหว่างปี 1975-1976 การผลิตของโรงงานแห่งนี้ได้ลดลงจาก 2.85 ล้านลิตร เหลือเพียง 12,800 ลิตร เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบนำเข้าระหว่างการจัดตั้ง สปป.ลาว อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปลายปี 1975

ปี 1977 โรงงานเหล้าเบียร์และน้ำก้อนลาวก็ตกเป็นโรงงานของรัฐ โดยรัฐบาล สปป.ลาว ซื้อหุ้นคืนมาทั้งหมด มีการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 536,300 ลิตร แต่การดำเนินงานโดยรวมในฐานะที่เป็นกิจการของรัฐ เรียกได้ว่าแทบจะหยุดชะงัก “หยุดชะงัก 2-3 ปี นิ่งเลย จนปี 1981 รัฐบาลมีนโยบายว่าต้องการฟื้นฟู ตอนนั้นผมเรียนจบจากฝรั่งเศส มาทำงานอยู่กระทรวงอุตสาหกรรม-การค้าได้ 3-4 ปี รัฐบาลก็เห็นว่าต้องส่งพวกที่เป็นปัญญาชน และยังหนุ่มออกไปอยู่โรงงานใหญ่ๆ เวลานั้นโรงงานใหญ่ๆ ก็มีโรงงานยาสูบ โรงงานน้ำหวานลาว (ผู้ผลิตเครื่องดื่มเป๊ปซี่) หนึ่งในนั้นก็คือโรงงานเบียร์ด้วย

ปี 1981 ผมถูกส่งมาที่นี่ในนามรัฐบาล การผลิตทั้งโรงงานจำได้ดีที่สุด ผลิตทั้งหมดได้เพียง 8 แสนลิตร ทั้งปีนะ” ท่านกิดสะหนา ย้อนอดีต

เมื่อถูกวางตัวให้มาบริหารงาน ท่านกิดสะหนาค่อยๆ ปรับเอาแนวคิดเดิมที่จะให้เบียร์จากโรงงานนี้เป็นเบียร์ที่คนทุกชั้นทุกระดับสามารถดื่มได้มาปัดฝุ่น เขาเปลี่ยนแบรนด์จาก La Rue เป็น “เบียร์ลาว” ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ความต้องการบริโภค เบียร์ลาว ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1981 ทำให้โรงงานต้องขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นไปด้วยเป็นเงาตามตัว

ปี 1990 กำลังการผลิตของ เบียร์ลาว อยู่ที่ปีละ 4.5 ล้านลิตร มีการขยายกำลังการผลิตขึ้นในปีนี้เป็น 6.9 ล้านลิตร และขยายเพิ่มขึ้นอีกเป็น 8.7 ล้านลิตร ในปี 1992

จุดเปลี่ยนของ เบียร์ลาว เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1993 รัฐบาล สปป.ลาว มีนโยบายให้แปรรูป (privatization) โรงงานเบียร์ลาว เพื่อหาเงินทุนภายนอกเข้ามาขยายกิจการ ได้มีการเชิญชวนนักลงทุนจากประเทศไทย คือบริษัทล็อกซเล่ย์และบริษัทอิตัลไทยเข้ามาถือหุ้น โดยรัฐบาล สปป.ลาว ยอมลดสัดส่วนการถือหุ้นลงมาเหลือ 49% และให้ทั้ง 2 รายถือหุ้นรวมกัน 51% เบียร์ลาว ได้เพิ่มเงินทุนจากเดิมที่มีอยู่ 800 ล้านกีบ ในสมัยที่รัฐบาลถือหุ้นเต็ม 100% เป็น 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายหลังการแปรรูป เมื่อมีเงินทุนใหม่เข้ามาจากการแปรรูปทำให้ เบียร์ลาว ได้โอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด กำลังการผลิตของ เบียร์ลาว ได้เพิ่มขึ้นจาก 10.2 ล้านลิตรในปลายปี 1994 เป็น 25 ล้านลิตร ในปี 1997 แต่การขยายกำลังการผลิตหลายครั้งก็ยังไม่สามารถผลิตเบียร์ได้พอกับความต้องการภายในประเทศอยู่ดี ดังนั้นจึงมีการขอขยายโรงงานอีกครั้ง เมื่อเดือนสิงหาคม 1997 ในพื้นที่ตั้งของโรงงานเดิมและได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้ โรงงานใหม่นี้สร้างเสร็จเมื่อปลายปี 1999 โดยมีกำลังผลิตเพิ่มเป็นปีละ 50 ล้านลิตร เงินทุนของ เบียร์ลาว ในช่วงนี้ได้เพิ่มขึ้นจาก 6.7 ล้านดอลลาร์ ในปี 1994 มาเป็น 8.5 ล้านดอลลาร์ ในปี 1997

นอกจากนี้ การที่ได้ผู้ถือหุ้นจากภาคเอกชนเข้ามายังทำให้ เบียร์ลาว ได้เรียนรู้โนว์ฮาวด้านการบริหารจัดการ โดยในช่วงนั้นทั้งล็อกซเล่ย์ และอิตัลไทยต่างก็ส่งทีมงานเข้ามาช่วยปรับปรุงการบริหารจัดการที่เคยเฉื่อยชาแบบรัฐวิสาหกิจให้แอคทีฟแบบเอกชนซึ่งแม้จะไม่เต็มร้อยแต่ก็ทำให้การบริหารงานของ เบียร์ลาว คล่องตัวขึ้นมาก “ปี 1984-1985 มาร์เก็ตแชร์เรามีแค่ 50% ตอนนั้นคนลาวนิยมเบียร์ไฮเนเก้นเป็นเบียร์นอก เบียร์ลาว 50% แต่จากวันนั้นถึงวันนี้เรามีแชร์ 98-99%”

เบียร์ลาว วางกลยุทธ์อย่างไร? จึงมีเรื่องราวที่ทำให้ ท่านกิดสะหนา จดจำตัวเลขได้แม่นยำ ถึงวันนี้?

ตอนที่ได้ผู้ร่วมทุนใหม่เข้ามา ท่านกิดสะหนา มีโอกาสได้บริหารงานต่อตามเงื่อนไขของผู้ถือหุ้นที่กำหนดเอาไว้เลยว่าเขาต้องอยู่ ซึ่งก็หมายความว่าชีวิตของกิดสะหนาได้เติบโตมาควบคู่มากับ เบียร์ลาว ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน เขาบริหาร เบียร์ลาว ตั้งแต่เริ่มคิดสโลแกน วางกลยุทธ์ สร้างตลาด โดยกำหนดเป้าหมายไว้ว่า เบียร์ลาว ต้องเป็น “เบียร์ของคนลาวทุกคน” เขายอมรับอย่างเปิดเผยกับว่า หลายกลยุทธ์ที่เขานำมาใช้ เป็นกลยุทธ์ที่ “เลียนแบบ” เบียร์สิงห์ของไทย “เราต้องเรียนรู้ของเพื่อนบ้านที่เขาประสบความสำเร็จ สิงห์เขาใช้ My Country My Beer ไม่ใช่ลิขสิทธิ์ของใคร เราเอามาใช้ ก็เป็น “เบียร์ลาว เมืองลาว” ก็เป็นที่ฮิต ที่ฮือฮา เป็นความภูมิใจของผู้บริโภค และเป็นกลยุทธ์การตลาดที่จับกลุ่มคนทุกชั้น ใช้อยู่ 2-3 ปี ก็เปลี่ยนสโลแกนมาเป็น “เบียร์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นความภาคภูมิใจของคนลาว” ซึ่งก็กินใจและเป็นที่ภูมิใจของชาวลาวอีก”

การขายเบียร์ให้ทุกชนชั้นแม้จะขัดแย้งกับฮีตคองประเพณีของลาวอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลลาวต้องชั่งใจเพราะถึงไม่ผลิตเอง ก็ไม่สามารถปิดกั้นตลาดเบียร์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศได้ ดังนั้นความหมายของการดื่มได้ทั่วทุกคนจึงเน้นที่จะสื่อสารออกไปว่า ให้คนลาวดื่มอย่างพอเหมาะ “ให้หลายคนดื่ม ไม่ใช่ดื่มคนเดียวหลายๆ” ท่านกิดสะหนา ยกตัวอย่างเป็นคำพูดที่ทำให้มองเห็นภาพ

เป็นการทำตลาดที่เน้นจิตสำนึกที่พยายามปลูกฝัง แม้จะขัดแย้งกับการตลาดแห่งยุคสมัยที่มุ่งเพิ่มยอดขายก็ตาม “พวกผมก็ได้โต้แย้งกับต่างประเทศอยู่ตอนนี้ เราเป็นศาสนาพุทธ แต่เบียร์จากต่างประเทศมาจากทุกแห่ง สไตล์ของเขาเน้นหาผู้บริโภค ยอดต้องขึ้น แต่เราต้องการทำตลาดระยะยาว ให้ยืนยงเพื่อรักษาการรับรู้ในแบรนด์ บนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค” เบียร์ลาว มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อรัฐบาล สปป.ลาว มีนโยบายว่าถึงเวลาแล้วที่ เบียร์ลาว ควรจะก้าวสู่ความเป็นสากลหรือ “Go Inter” โจทย์ใหม่นี้ทำให้บริษัทต้องหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ที่มีความเป็นมืออาชีพด้านการผลิตเบียร์โดยเฉพาะ

ในปี 2002 เบียร์ลาวได้ผู้ร่วมทุนรายใหม่ คือบริษัททีซีซีของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งขณะนั้นยังญาติดีกับคาร์ลสเบอร์กร่วมทุนกันทำธุรกิจเบียร์ในประเทศไทยอยู่ ทั้งล็อกซเล่ย์และอิตัลไทยยอมขายหุ้นคืนให้ด้วยเหตุผลที่ลงตัวหลายด้านทั้งผลตอบแทนจากการลงทุนที่ได้รับ ประกอบกับเป็นช่วงที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยมาหมาดๆ ทั้ง 2 บริษัทจึงต้องการกำไรเพื่อนำเงินกลับเข้ามาโฟกัสธุรกิจหลักของแต่ละบริษัทสัดส่วนการถือหุ้นใน เบียร์ลาว ช่วงนี้ แบ่งเป็นรัฐบาล สปป.ลาว 50% ทีซีซี 25% และบริษัทคาร์ลสเบอร์ก จากประเทศเดนมาร์ก ถือหุ้น 25% คุณเจริญถือหุ้นอยู่ใน เบียร์ลาว ได้เพียง 3 ปี ในกลางปี 2005 เมื่อความขัดแย้งระหว่างเขากับคาร์ลสเบอร์กถึงจุดแตกหัก เขาขายหุ้นที่ถืออยู่ใน เบียร์ลาว ออกทั้งหมด ว่ากันว่าคุณเจริญได้กำไรไปเป็นจำนวนมากจากการขายหุ้นล็อตนี้ สัดส่วนการถือหุ้นใน เบียร์ลาว จึงเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยครั้งนี้แบ่งกันถือระหว่างรัฐบาล สปป.ลาว กับคาร์ลสเบอร์กฝ่ายละ 50% เท่ากัน และสัดส่วนนี้ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน เงินทุนของ เบียร์ลาว ช่วงนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 20 ล้านดอลลาร์

ท่านกิดสะหนาให้เครดิตรัฐบาล สปป. ลาว ว่าเป็นความฉลาดที่สร้างเงื่อนไขตอบสนองนโยบาย go inter ด้วยการหาผู้ร่วมทุนที่เป็นมืออาชีพเฉพาะด้าน ทำให้บริษัทได้รับการพัฒนาอย่างถูกทางการได้กลุ่มทีซีซีของคุณเจริญกับคาร์ลสเบอร์กเข้ามาถือหุ้นในปี 2002 ทำให้ เบียร์ลาว ได้ขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากปีละ 50 ล้านลิตร เป็น 90 ล้านลิตร

ปลายเดือนกันยายน 2005 หลังการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นครั้งล่าสุด เบียร์ลาว ก็ได้ประกาศจับมือกับคาร์ลสเบอร์กโดยโรงงานของ เบียร์ลาว ที่นครหลวงเวียงจันทน์จะผลิตเบียร์คาร์ลสเบอร์กเป็นเบียร์เกรดพรีเมียมเพื่อวางจำหน่ายใน สปป.ลาวเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังได้ปรับรูปโฉมของเ บียร์ลาว ใหม่ เปลี่ยนโลโกจากรูปหัวเสือดำ เป็นรูปหัวเสือโคร่งสีเหลือง รวมทั้งออกสินค้าใหม่คือ เบียร์ลาวไลท์ พร้อมทั้งเตรียมขยายกำลังการผลิตจาก 90 ล้านลิตร เป็น 120 ล้านลิตรภายในสิ้นปี 2005

กลางปี 2006 เบียร์ลาว ประกาศโครงการก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ในเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก โดยโรงงานแห่งใหม่ต้องใช้เงินลงทุน 25 ล้านดอลลาร์ มีกำลังการผลิตรวม 200 ล้านลิตรต่อปี แบ่งการก่อสร้างเป็น 4 ระยะ แต่ละระยะมีกำลังการผลิต 50 ล้านลิตร เบียร์ลาว จัดพิธีลงนามในสัญญาก่อสร้างโรงงานกับบริษัทซีมานน์กรุ๊ป (Siemann Group) จากเยอรมนี เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2006 ที่โรงแรมดอนจัน พาเลส นครหลวงเวียงจันทน์ อีก 1 ปีถัดมาในวันที่ 31 กรกฎาคม 2007 เบียร์ลาว ได้จัดพิธีลงนามในสัญญาเงินกู้ระหว่าง เบียร์ลาว กับธนาคารการค้าต่างประเทศลาว (BCEL) และบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินในเครือธนาคารโลกในวงเงินกู้รวม 20 ล้านดอลลาร์ พิธีลงนามในสัญญาจัดขึ้นที่โรงแรมล้านช้าง เงินกู้ก้อนนี้แบ่งเป็น BCEL 11 ล้านดอลลาร์ และ IFC 9 ล้านดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ยประมาณ 6-7% ต่อปี มีระยะเวลาใช้คืนเงินกู้ 4-5 ปี

ท่านกิดสะหนากล่าวในพิธีลงนามเงินกู้ดังกล่าวว่า เงินกู้ก้อนนี้จะช่วยปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันภายในประเทศรวมทั้งการขยายการผลิตในนครหลวงเวียงจันทน์และการก่อสร้างโรงงานใหม่ในแขวงจำปาสัก ปัจจุบันกำลังการผลิตรวมของ เบียร์ลาว อยู่ที่ 210 ล้านลิตรต่อปี แบ่งเป็นโรงงานในนครหลวงเวียงจันทน์ 160 ล้านลิตร และโรงงานที่แขวงจำปาสัก ระยะแรก ซึ่งก่อสร้างเสร็จและเปิดดำเนินการแล้วอีก 50 ล้านลิตร

สามยุคจากการเปลี่ยนแปลงของ เบียร์ลาว นับจากเริ่มออกสู่ตลาดครั้งแรกในนาม La Rue จนกลายเป็น เบียร์ลาว ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนระหว่างรัฐบาล สปป.ลาว กับคาร์ลสเบอร์ก ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่จากเดนมาร์ก ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ท่านกิดสะหนาเชื่อว่าทำให้ เบียร์ลาว แข็งแกร่งกว่าเบียร์ไทย ทั้งสิงห์ซึ่งยังคงมีการบริหารแบบครอบครัว และช้างแบรนด์ที่ยังไม่เคยพบกับจุดเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากนี้ถือเป็นเวลาของการพัฒนาคุณภาพและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคของ เบียร์ลาว เต็มรูปแบบ การจัดแต่งพื้นที่บริเวณโรงงานของ เบียร์ลาว ที่นครหลวงเวียงจันทน์ นอกจากตัวอาคารโรงงานแต่ละส่วน บนพื้นสนามหญ้าสีเขียวระหว่างตัวอาคาร ถูกตกแต่งให้เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง โดยนำเครื่องจักรเก่าสมัยเริ่มสร้างโรงงานเมื่อปี 1973 มาตั้งแสดงเอาไว้ เพื่อให้พนักงานและแขกที่มาเยี่ยมชมโรงงานได้รำลึกถึงประวัติศาสตร์การพัฒนาบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง

“จุดหนึ่งที่ผมและทีมงานถือเป็นความสำคัญ คือการลงทุนด้านเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์เราจ่ายแพงเครื่องจักรจากเยอรมันทั้งนั้นเลยประเทศรอบข้างลาวทั้งหมดยกเว้นไทย ไม่มีใครมีตัวนี้ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค” เครื่องจักรในโรงงานของ เบียร์ลาว ทุกชิ้นในทุกกระบวนการผลิตเป็นยี่ห้อ KHS จากเยอรมนี อีกสิ่งหนึ่งที่ เบียร์ลาว ทำต่อเนื่องมาตลอด คือการปลูกฝังแบรนด์ในความรู้สึกของผู้บริโภคด้วยสโลแกนใหม่ๆ สโลแกนล่าสุดที่ เบียร์ลาว เลือกใช้คือ “เบียร์ลาว เบียร์ของคนลาว คนจริงใจ” ซึ่งใช้มาตั้งแต่ สปป.ลาว ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ เมื่อปลายปีที่แล้ว สโลแกนนี้ออกมาพร้อมเพลงประกอบภายใต้เนื้อหาเดียวกันถูกเปิดกระหึ่มในช่วงซีเกมส์ และน่าดีใจที่เป็นสโลแกนซึ่งได้ บริษัท Pocin เอเยนซี่จากไทยไปช่วยคิด ท่านกิดสะหนา บอกว่า การคิดสโลแกน ถือเป็นเรื่องสำคัญซึ่ง เบียร์ลาว ใช้วิธีเฝ้าดูการทำตลาดของเบียร์ไทยที่ถูกควบคุมการโฆษณาสินค้าที่มีแอลกอฮอล์ไม่ให้โจ่งแจ้งหรือกระตุ้นให้คนดื่มมโดยตรง

58

เเละนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมดที่น่าสนใจเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเบียร์เเบรนด์นี้ เเม้ว่าบทความนี้จะยาวไปซะหน่อย เเต่เชื่อว่าคอเบียร์หลายคนต้องตั้งใจอ่านจนจบ เพราะจะช่วยเพิ่มอรรถรสเวลาได้ดื่มเบียร์ลาวมากขึ้น หากคุณยังไม่ทราบว่าเบียร์ลาวอร่อยยังไง เราก็อยากเชิญชวนให้คุณลองไปหามาดื่มดู ไม่เเน่ว่าคุณดื่มเเล้วอาจจะติดใจก็ได้นะครับ 

อ้างอิง 

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้