สวัสดีเพื่อนๆชาว ไอทีเมามันส์ ทุกคน กลับมาพบกันเป็นประจำทุกวันเช่นเคยกับเรื่องราวสาระดีๆ สำหรับบทความนี้เราจะขอพาเพื่อนๆมาติดตามความเคลื่อนไหวในเเวดวงไอทีกันหน่อย โดยจะพามาเกาะติดความเคลื่อนไหวล่าสุดของผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีการเงินจากทางฟากฝั่งของ Apple ที่ล่าสุดพวกเค้าได้เปิดตัว Apple Card ซึ่งเป็นบัตรเครติดใหม่ที่จะถูกนำมาใช้ร่วมกับไอโฟนเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางด้านการเงินของทุกคน ซึ่งรายละเอียดในเรื่องนี้จะเป็นเช่นไร เราลองมาดูกันเลยครับ

1_applecard_new2

เทคโนโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของคนเราไปอย่างมหาศาล แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุด เห็นจะเป็นบริการ “จ่ายเงิน” ที่ได้ปรับจากการใช้เงินสด เข้าไปอยู่ในสมาร์ทโฟน หรือที่เรียกว่า Mobile Payment กันมากขึ้น

ก่อนหน้าหลายค่ายเทคโนโลยียักษ์ใหม่ของโลก ได้ออกมาพัฒนาบริการ Mobile Payment ของตัวเองกันอย่างคึกคัก ทั้ง “ซัมซุง” ที่ได้เปิดตัวระบบ Samsung Pay มาตั้งแต่ปลายปี 2016 ซึ่งบริการนี้มีให้ใช้แล้วในเมืองไทยถัดมา “กูเกิล” เจ้าพ่อเสิร์ชเอนจินก็ได้ออก “Google Pay” ตามมาติดๆ เมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่กำลังเรียกเสียงฮือฮาในวงการ Mobile Payment ที่สุดในขณะนี้ ได้เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา (25 มีนาคม2019) เมื่อเจ้าพ่อ “Apple” ได้ประกาศเปิดตัว “แอปเปิลการ์ด (Apple Card)” บริการบัตรเครดิตดิจิทัลใหม่ที่สาวกไอโฟน สามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการออนไลน์และในร้านค้า บนจุดเด่นเรื่องการเป็นมากกว่า Apple Pay ปกติ

การเปิดตัว Apple Card นำไปสู่คำถามมากมาย ทั้งในแง่ความสงสัยว่า Apple Card จะมีผลอย่างไรกับตลาดชำระเงินมือถือยังมีประเด็นสิทธิพิเศษใดบ้างที่เจ้าของจะได้รับรวมถึงผลกระทบต่อเครดิตหากมีการเปลี่ยนโทรศัพท์ 

2_applecard

เบื้องต้น เจนนิเฟอร์ ไบเลย์ (Jennifer Bailey) รองประธานหน่วยธุรกิจแอปเปิลเพย์ (Apple Pay) อธิบายว่าApple Card จะเป็นบัตรเครดิตใหม่สำหรับผู้ใช้ iPhone โดยจะเป็นทั้งการ์ดดิจิทัลที่ใช้งานบน iPhone และเป็นบัตรเครดิตแบบบัตรแข็งซึ่งสาวก iPhone สามารถพกไปใช้ในกรณีที่ร้านนั้นไม่มีระบบรองรับ Apple Pay โดยสาวกiPhone ทุกคนอาจจะได้รับบัตรเมื่อลงชื่อสมัครใช้งาน อย่างไรก็ตาม Apple เชื่อว่าผู้ใช้จะเลือกใช้งานบัตรเวอร์ชันดิจิทัลเป็นส่วนใหญ่

จุดน่าสนใจคือ บัตรแข็ง Apple Card จะใช้วัสดุไทเทเนียมโดยสลักชื่อของผู้ใช้เอาไว้ หรูหราได้อีกนิดเพราะบัตรจะส่งเสียงคลิ๊งกังวานเมื่อเคาะกับแก้ว โดยระบบของ Apple Card จะแสดงข้อมูลโปร่งใส ว่าผู้ใช้อยู่ที่ไหนเมื่อใช้งานบัตร ผู้ใช้จะสามารถใช้ Apple Card ทั้งในแอปพลิเคชั่น ร้านออนไลน์ และในร้านค้าทั่วไปทุกที่ทั่วโลกที่ยอมรับบัตรมาสเตอร์การ์ด (MasterCard)

ขั้นตอนการสมัครใช้งาน Apple Card จะเริ่มที่แอป Wallet ใน iPhone สาวกจะสมัครใช้งานได้โดยแตะที่ไอคอนApple Card ภายใน Wallet ระบบจะแนะนำขั้นตอนการสมัครใช้งานหลังจากนั้น ยังต้องใช้เวลากว่าที่ชาว iPhone ทั่วโลกจะเริ่มเห็นไอคอนนี้ และในฐานะบริการบัตรเครดิต Apple Card จะกรองเฉพาะลูกค้าที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายขณะนี้ Apple จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดมากนัก แต่เชื่อว่าบริษัทจะมีวิธีการตรวจสอบที่ทันสมัย โดยย้ำว่าหากใครผ่านการอนุมัติ ก็จะมีสิทธิ์ใช้ Apple Card ภายในไม่กี่นาที

ในช่วงแรก Apple จะเปิดตัว Apple Card ผ่านแอป wallet ช่วงกลางปีนี้ บริการจะเริ่มที่สหรัฐอเมริกาก่อนในช่วงแรก และเป็นไปได้ว่า Apple จะใช้บ้านเกิดเป็นพื้นที่ทดสอบก่อนที่จะขยายไปยังประเทศอื่น ซึ่งอาจได้เห็น Apple เจรจากับธนาคารอื่นและสถาบันการเงินทั่วโลก

 วันนี้ธนาคารที่สนับสนุน Apple Card คือ Goldman Sachs ซึ่งจะมีฐานะธนาคารที่ออกบัตร Apple Card ให้ซึ่งเป็นบัตร Mastercard ไม่ใช่ Visa จุดนี้ผู้ใช้จะสามารถรับแต้มรางวัลจาก Apple Card ได้ทุกวันผ่านแอปWallet

อีกประเด็นสำคัญของ Apple Card คือการช่วยให้ผู้ใช้ติดตามการเงินของตัวเองได้ ลักษณะนี้ไม่ต่างจากบริการเช่นมินท์ (Mint) หรือแอปการเงินอื่นที่จะฉายภาพให้ผู้ใช้เห็นว่า กำลังใช้เวลาไปกับอะไรในแต่ละเดือน ขณะเดียวกันก็เตือนเมื่อถึงกำหนดและบอกจำนวนเงินที่ต้องชำระ โดย Apple ได้มีการใช้เครื่องมืออย่าง Maps เพื่อเชื่อมโยงการจับจ่ายเข้ากับธุรกิจท้องถิ่น ดังนั้นจึงชัดเจนว่าระบบจะติดตามการชำระเงินของทุกคน เพื่อประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย

3_applecard

ชาว Apple Card ไม่เพียงสามารถดูว่าใช้จ่ายไปเท่าไรในสัปดาห์หรือในเดือนนั้น แต่ยังติดตามการใช้จ่ายตามหมวดหมู่ เช่น อาหาร หรือการเดินทาง ขณะเดียวกันก็สามารถรับเครดิตเงินคืนในทุกดอลลาร์ที่มีการใช้งาน

เครดิตเงินคืนนี้ถูก Apple ตั้งชื่อโปรแกรมอย่างเป็นทางการว่า “เดลีแคช (Daily Cash)” ผู้ใช้จะได้เครดิตเงินคืน 1% เมื่อใช้ Titanium Apple Card (การ์ดบัตรแข็ง), 2% เมื่อใช้ Apple Card (การ์ดดิจิทัลในการซื้อทั่วไป และ 3% เมื่อใช้ Apple Card (การ์ดดิจิทัลในการซื้อโดยตรงจากApple

ทั้งหมดนี้ไม่มีขีดจำกัดในการรับเครดิตเงินคืน ตราบใดที่ยังอยู่ในวงเงินเครดิตของผู้ใช้ ทั้งหมดนี้ Apple จะคิดค่าปรับหากมีการชำระล่าช้าเหมือนบริษัทบัตรเครดิตทั่วไป ซึ่งหากมีกรณีบัตรแข็งสูญหาย ผู้ใช้จะสามารถขอให้ระบบส่งมาใหม่ได้

จุดสำคัญที่เป็นไฮไลต์ของ Apple Card คือความปลอดภัยจาก 4 องค์ประกอบของบริการ ได้แก่ หมายเลขบัตรที่Apple จะสร้างขึ้นมาเฉพาะสำหรับแต่ละอุปกรณ์ ซึ่งจะบันทึกไว้ในชิปบน iPhone ผู้ใช้จะได้รับรหัสรักษาความปลอดภัยแบบเปลี่ยนแปลงได้ครั้งเดียว แต่ทุกครั้งที่ทำการซื้อ จะต้องใช้ Touch ID หรือ Face ID ทำให้หัวขโมยที่แอบหยิบโทรศัพท์ไป จะไม่สามารถใช้ Apple Card ของเจ้าของได้

Apple ยืนยันว่าจะไม่ติดตามสิ่งที่สาวกซื้อ รวมถึงพิกัดที่ใช้จ่าย และจำนวนเงินที่ใช้ โดยบอกว่าการติดตามทั้งหมดเกิดขึ้นจะไม่เกิดขึ้นบนเซิร์ฟเวอร์ของ Apple ที่สำคัญ ข้อมูลของผู้ใช้ทุกคนจะไม่ถูกขาย รวมถึง Goldman Sachs ที่ให้คำมั่นว่าจะไม่แบ่งปันหรือขายข้อมูลเพื่อการตลาดหรือโฆษณา

นอกจากนี้ บัตรแข็งของ Apple Card นั้นแทบจะไม่มีบันทึกข้อมูลใด โดยจะมีเพียงชื่อ แต่ไม่มีหมายเลขบัตร ไม่มีCVV ไม่มีวันหมดอายุ และไม่มีลายเซ็น โดยรายละเอียดทุกอย่างจะอยู่ในแอป Wallet ซึ่งเป็นการปิดช่องโหว่ที่นำไปสู่การฉ้อโกงใดๆ

open_applecard

เเละนี่ก็คือข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Apple Card ที่เราได้รวบรวมมาไว้ให้เพื่อนๆได้อ่านกันในวันนี้ จะเห็นได้ว่านี่คืออีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้เเอปเปิ้ลสามารถเข้ามาช่วงชิงส่วนเเบ่งการตลาดในเซกเมนต์เทคโนโลยีด้านการเงินได้ไม่ยาก ซึ่ง Apple Card จะได้รับความนิยมเเค่ไหน จะช่วยอำนวยความสะดวกเเก่ชีวิตของคุณได้อย่างไร เราต้องติดตามกันต่อไป 

เเหล่งที่มาข้อมูล 

Tesla Science And Tech

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้