สวัสดีเพื่อนๆชาว ไอทีเมามันส์ ทุกคน กลับมาพบกันเป็นประจำทุกวันเช่นเคยกับเรื่องราวสาระดีๆ สำหรับบทความในวันนี้เป็นเรื่องราวการเสียชีวิตของนายเเพทย์ เตียว เเพทย์หนุ่มไฟเเรง ที่ทำงานหนักมากเเละร่ำรวยตั้งเเต่อายุยังน้อย เเต่เป็นที่น่าเสียดายที่เค้าละเลยที่จะดูเเลสุขภาพของตัวเองจนทำให้เป็นมะเร็งร้ายเเละเสียชีวิตไปด้วยอายุเพียงเเค่ 40 ปี  เรื่องราวของนายเเพทย์เตียวจึงเป็นเหมือนอุทาหรณ์เตือนสติคนรุ่นใหม่ที่มีฝันอยากสร้างอนาคตที่ดี สร้างความร่ำรวยมั่งคั่งทุกคนว่า ควรใส่ใจถึงสุขภาพบ้าง เพราะเงินทองที่หามาได้คงจะไม่มีประโยชน์อะไร หากชีวิตคุณต้องมาลงเอยด้วยการเป็นโรคร้าย

643378-img.rv95bd.185pe

ริชาร์ด เตียว (Richard Teo) เป็นชาวสิงคโปร์ ลูกชนชั้นกลางคนหนึ่ง เขาเป็นคนเรียนเก่งและชอบเล่นกีฬา เป็นคนชอบแข่งขันและเขาทําอะไรมักประสบความสําเร็จเสมอ เขาเรียนจบคณะแพทยศาสตร์ในปี 1993 ขณะที่เขากําลังเรียนอยู่นั้น เขามองเห็นช่องทางที่จะทําธุรกิจ อันน่าเย้ายวนใจที่จะสร้างความร่ํารวยให้กับเขาได้ ในฐานะแพทย์หนุ่มสาวรุ่นใหม่ เขาจึงตัดสินใจเปิดคลินิกศัลยกรรมความงามขึ้นทันที

กิจการของเขาไปได้สวยประสบความสําเร็จ เขาต้องทํางานอย่างหนัก เพื่อทําเงินให้ได้มากที่สุด เข้าหลักน้ําขึ้นให้รีบตัก และมันก็ทําให้เขากลายเป็นคนร่ํารวยในเวลาอันรวดเร็ว เขาแทบจะไม่มีเวลาสําหรับการพักผ่อน วันๆ มีแต่งานกับเงิน เขาชดเชยความสําเร็จด้วยการซื้อรถแข่งเฟอรารี่สีฟ้า และเกมส์กีฬารถแข่งที่เขาชื่นชอบก็เริ่มขึ้น เขาซื้อบ้านในย่านคนรวยราคาหลังละ ๒๐-๓๐ ล้านเหรียญสิงค์โปร์ เขามักจะขับรถคันหรูไปอวดญาติๆ เขาเสมอในวันปีใหม่จีน เขารู้สึกภูมิใจมากที่ไดัโอ้อวดความสําเร็จในขณะยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว แต่ญาติๆ กลับไม่ได้ชื่นชมยินดีอะไร กลับแสดงความหมั่นไส้และจบลงด้วยการสิ้นสุดของการไปมาหาสู่กัน

ในช่วงที่อายุย่าง 40 ปี วันหนึ่งเขาเริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและปวดหลัง เขาจึงไปหาเพื่อนแพทย์ที่โรงพยาบาล SGH ปรากฎว่ากระดูกสันหลังเขาถูกทําลายและมีรูปร่างเริ่มผิดปกติไปซึ่ง เขาได้รับการตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ PET scan และข่าวร้ายก็มาถึง เพื่อนแพทย์ได้แจ้งให้เขาทราบว่า เขาเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย มันกระจายไปที่กระดูกสัน หลัง สมอง ตับแล้ว

เขารู้สึกช็อคอย่างตั้งตัวไม่ทัน เป็นไปได้ยังไงที่นักกีฬาที่แข็งแรงอย่างเขาจะเป็นมะเร็งโดยไม่รู้ ตัว ความเสียใจ เศร้าใจ ความเจ็บปวดได้จู่โจมเข้ามาในใจเขาอย่างรุนแรง เขาเริ่มเป็นโรคซึมเศร้าในเวลาต่อมา สิ่งต่างๆรอบๆตัวเขาไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถเฟอรารี่ ไม่ได้ทําให้เขามีความสุขอีกต่อไป

ตอนนั้นเองที่เขาเริ่มคิดว่า น่าจะทําอะไรเพื่อให้เกิดประโยชน์ในช่วงเวลาของการให้คีโมรักษาที่แสนจะยากลําบากเขาเริ่มศึกษาคัมภีร์ไบเบิลที่เพื่อนให้มา หาโอกาสมาบรรยายให้แพทย์รุ่นน้องได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของเขา เพื่อจะได้เป็นเครื่องเตือนใจในการไม่ดําเนินชีวิตอย่างประมาท ให้มีสติในการดํารงชีวิตแต่พอดี ไม่ดําเนินชีวิตแบบเขาอีก

“เมื่อผมเป็นนักเรียนแพทย์ แพทย์ฝึกหัด แพทย์ประจําบ้านผมต้องเจาะเลือด ให้ยา ฉีดยาคนไข้ บางคน เป็นมะเร็งต้องฉีดยาแก้ปวดให้เป็นระยะเพื่อระงับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานของเขา ผมมองไม่เห็นความทุกข์ทรมานของคนไข้เลย มันเป็นแค่งาน จนตัวผมเองเป็นมะเร็งและต้องรับยาเพื่อระงับความทุกข์ทรมานผมจึงเข้าใจ ความรู้สึกของคนไข้”

“ผมเกิดมาในสังคมที่หล่อหลอมให้บูชาเงิน ความสุขทางวัตถุ ให้ชื่นชอบคนร่ํารวย ผมต้องสะสมความร่ํารวย เงินทอง ผมต้องการชื่อเสียง ความเด่นดังในสังคม บางครั้งผมก็แนะนําสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนไข้ เพื่อให้ได้เงินของเขามาให้มากที่สุด ในระหว่างการสะสมทรัพย์สมบัติ ผมต้องสูญเสียคุณธรรมจริยธรรมใน วิชาชีพของผมไป นั่นคือตัวตนของผมที่ผ่านมา” นพ. เตียวได้เล่าให้รุ่นน้องฟังในชั้นเรียนของนักเรียนแพทย์และทันตแพทย์

เขาเล่าต่อไปว่า “เมื่อผมอยู่ในภาวะเจ็บป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต ผมรับเคมีบําบัด เมื่อถึงรอบที่ 5 มัน เป็นอะไรที่เจ็บปวด ทุกข์ทรมานและเลวร้ายที่สุดในชีวิต สุดที่ผมจะทนทานได้ แต่ผมได้รับการดูแลอย่างดี ผมได้รับกําลังใจ ความปรารถนาดี คําพูดให้กําลังใจ เสียงหัวเราะ คราบน้ําตาซึ่งแพทย์ พยาบาล เพื่อนๆ ญาติมิตรได้แบ่งปันเอาความทุกข์ของผมในเวลาอันยาก ลําบากที่ผมจะต้องฟันฝ่าไปโดยไม่มีความหวังว่าจะประสบความสําเร็จเอาเลย ผมตระหนักรู้ในเวลานั้นว่า คุณค่าของความเป็นแพทย์ ก็คือการได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในเวลาที่เขากําลังได้รับเคราะห์กรรมอันแสนสาหัส ซึ่งผมไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย”

“เวลาที่เราเจ็บป่วยทุกข์ทรมาน เงินทองทรัพย์สมบัติก็ช่วยเราไม่ได้ ไม่ว่าคนรวยหรือคนจนก็จะต้องได้รับ เหมือนกันหมด ความจริงเราทุกคนก็รู้ว่าเราต้องตาย แต่ไม่มีใครคิดถึงมัน ถ้าเราคิดถึงมันบ้าง เราคงไม่ทําตัว เหมือนทีผ่านมา”

นพ. เตียวเสียชีวิตในเดือนตุลาคม 2012 เมื่อเขาอายุได้ 40 ปี….

RichardTeo1

เป็นอย่างไรกันบ้าง หลังจากที่อ่านบทความนี้จบไป ได้สติกันขึ้นมาบ้างมั้ยละครับ หากได้สติกันขึ้นมาบ้างเเล้ว ต่อไปไม่ว่าคุณจะทำงานหนักเเค่ไหนก็จะต้องไม่ลืมที่จะใส่ใจสุขภาพ เเละหมั่นทำความดี เพราะชีวิตคนเรานั้นไม่เเน่นอน ความตายสามารถมาเยือนเราได้ทุกเมื่อ ซึ่งไม่มีใครรู้หรอกว่าเราจะต้องตายวันไหน !? 

อ้างอิง 

หนังสือ “การเจริญสติบำบัด” โดย นพ.แพทย์พงษ์ วงพงศ์พิเชษฐ

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้