สวัสดีเพื่อนๆชาว ไอทีเมามันส์ ทุกคน กลับมาพบกันอีกครั้งกับเรื่องราวด้านการศึกษาที่น่าสนใจ โดยวันนี้เราจะมาเเนะนำให้เพื่อนๆที่กำลังมองหาโอกาสที่จะเรียนต่อได้รู้จักเเนวทางการเขียน  CV สำหรับสมัครเรียนและขอทุนการศึกษาที่ถูกต้อง เพื่อเพิ่มโอกาสการรับเข้าศึกษาต่อ 

resume10

นอกเหนือจาก Transcripts, จดหมายรับรอง หรือ personal statement อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อการสมัครเรียนหรือสมัครทุนก็คือ CV (Curriculum Vitae) เพราะ CV ของเราจะเป็นตัวบอกถึงกิจกรรม ความสำเร็จ หรือความสามารถที่เรามี ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัววัดว่าเราจะผ่านการคัดเลือกหรือเปล่า และสิ่งสำคัญคือ เราจะทำให้ตัวเราโดดเด่นกว่าคนอื่น และโน้มน้าวใจมหาวิทยาลัยให้เลือกเราได้อย่างไร

แต่ละมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษามีการมอบทุนการศึกษา ที่มีข้อกำหนดแตกต่างกันออกไป และบางครั้งเราต้องส่ง CV หรือกรอกฟอร์ม CV ผ่านทางมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าเราเตรียมตัวก่อนล่วงหน้าก็จะไม่เสียเวลา เราอาจจะเตรียม CV ไว้ 2 แบบ คือแบบจัดเต็ม (2-3 หน้า A4) เอาไว้ส่งให้ทางมหาวิทยาลัยที่เราสมัคร กับแบบสั้นๆ (ไม่เกิน 1 หน้า) เผื่อไว้เวลาขอจดหมายรับรองจากอาจารย์หรือหัวหน้า เพื่อช่วยให้อาจารย์หรือหัวหน้าเข้าใจความสามารถของเรามากขึ้นและสามารถเขียนใบรับรองได้เจาะจงเหมาะกับตัวเรา

เรื่องพื้นฐานที่ต้องจำ

ทุกคนมีวิธีพรีเซนต์ตัวเองที่แตกต่างกัน ดังนั้นอย่าลอก CV ตัวอย่างของคนอื่นหรือ Copy วิธีการเขียนแบบของใคร ตัวเราเองเท่านั้นที่รู้จักตัวเองดีที่สุด ดังนั้นเราควรสร้างสรรค์ CV ที่บ่งบอกความสามารถและความเป็นเราให้มากที่สุดจะดีกว่า

CV ควรมีความชัดเจน สั้น และกระชับ นอกจากนี้ยังต้องแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ การสะกดคำ แกรมม่า แบบอักษร ต้องตรวจสอบให้เรียบร้อย และทุกอย่างต้องเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน ลองปรึกษาอาจารย์หรือเพื่อนที่มีประสบการณ์ หรือจะให้เอเจนซี่คนกลางในการเรียนต่อช่วยจัดการให้ก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่า CV ของเราตอบโจทย์วัตถุประสงค์ที่เราต้องการ

เนื้อหาที่ต้องมีใน CV

  1. ข้อมูลส่วนตัว (Personal information) : ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อและอีเมล์ hotcourses ขอแนะนำว่าให้ใช้อีเมล์ที่เป็นชื่อและนามสกุลของตัวเองดีกว่า เพราะดูเป็นทางการและทางเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยจะได้จัดเก็บข้อมูลของเราได้ง่ายๆ
  2. ประวัติการศึกษา (Education) : แนะนำสถาบันที่เราเคยเรียน หลักสูตร ระยะเวลา และผลการเรียนของเรา
  3. ประสบการณ์ทำงาน (Work experience) : แนะนำว่าเราเคยทำงานอะไรบ้าง มีหน้าที่และความรับผิดชอบอะไรที่เราดูแลระหว่างทำงาน
  4. ประสบการณ์การทำวิจัย (Research experience) : เราเคยทำวิจัยเรื่องไหนบ้างและได้ผลลัพธ์อะไร ซึ่งเนื้อหาส่วนนี้จะจำเป็นเมื่อเราสนใจจะสมัครทุน
  5. กิจกรรมนอกหลักสูตร (Extracurricular activities) : แนะนำว่าเราทำกิจกรรมนอกหลักสูตรอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมชมรม หรือการช่วยเหลือชุมชนต่างๆ
  6. รางวัล (Awards) : รางวัลที่เราเคยได้รับ ใบประกาศนียบัตรจากหลักสูตรและกิจกรรมต่างๆ
  7. ทักษะ (Skills) : ลองนึกดูว่าเรามีความสามารถด้านไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การทำงานเป็นทีม ในส่วนนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสมัครมากยกเว้นทุนหรือมหาวิทยาลัยต้องการคนที่เคยทำงานวิจัยในห้องแลปหรืออื่นๆ
  8. จดหมายรับรอง (References) : ส่วนใหญ่คนที่จะเขียนจดหมายรับรองหรือเป็นผู้รับรองให้เราได้มักจะเป็นอาจารย์หรือเจ้านายของเรา ซึ่งสามารถดูข้อมูลโดยละเอียดได้ที่นี่ จดหมายรับรอง : สิ่งที่ไม่ควรลืม

ส่วนใหญ่ CV ของทุกๆ คน จะถูกแบ่งเป็นเนื้อหาตามที่กล่าวมา แต่เราสามารถสร้างความแตกต่างให้กับ CV ของเราได้ด้วยการแสดงออกถึงความสามารถและความเป็นตัวเราให้มากที่สุด ลองคิดว่าอะไรเป็นจุดแข็งที่เราควรจะแสดงให้ทางกรรมการเห็น แต่อย่าโกหกเป็นอันขาดเพราะถ้ามีการสัมภาษณ์ทางกรรมการอาจจะจับผิดได้

Screen-Shot-2560-04-19-at-6.38.25-PM

การขอทุนไม่ใช่ เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ใครที่พลาดทุนก้อไม่ควรเสียใจ เมื่อเราได้ทำเต็มที่แล้ว การมองหา option  เสริมจากการขอทุนก็เป็นเรื่องควรเตรียมเอาไว้  เช่น มหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่มีค่าเล่าเรียนไม่เเพง เเต่คุณภาพการศึกษาดีขึ้นตามลำดับ จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่มหาวิทยาลัยในไทยก็ทำอันดับได้ดีขึ้นเรื่อยๆ 

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้