คิงดอม พร็อพเพอร์ตี้ นายไนเจิล คอร์นิค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิงดอม พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด อดีตผู้บริหารบริษัท ไรมอนด์แลนด์ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการขยายธุรกิจ ภายหลังจากที่ตนเข้าไปซื้อหุ้นในบริษัท คิงดอมฯเมื่อปี 2553 ด้วยการร่วมทุนกับนางรัชนีพร วานิชอังกูร และเมื่อต้นปี 2555 ได้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 5 ล้านบาท เป็น 240 ล้านบาท(ชำระเต็ม) และปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ โดยตนถือหุ้นสัดส่วน 49% และมีกลุ่มนักธุรกิจโรงแรมและอสังหาฯในพัทยา ถือหุ้นในสัดส่วน 31% และนายวีระ ศิริโรจน์จรัส ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจบริษัท คิงดอมฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 20% แผนการลงทุนนั้น บริษัทจะเน้นการลงทุนในแถบอีสเทิร์นซีบอร์ด จะเปิดปีละ 1-2 โครงการ มูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 500-1,000 ล้านบาท เนื่องจาก มองว่าทำเลดังกล่าวมีศักยภาพในการเติบโตด้านอสังหาริมทรัพย์ และยิ่งหลังเหตุการณ์น้ำท่วม ทำให้โรงงานหลายแห่งย้ายเข้ามาตั้งโรงงานในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงนักลงทุนญี่ปุ่น ย้ายโรงงานเข้ามาไทยหลังเกิดสึนามิ รวมถึงการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( AEC) ปัจจัยสำคัญผลักดันให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในพัทยาและอีสเทิร์น ซีบอร์ด เพิ่มมากขึ้นอีก บิ๊กไรมอนแลนด์ นายคอร์นิค ย้ำว่า แผนลงทุนทั้งสองโครงการดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากมองว่าความต้องการ และกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยที่พัทยา มีค่อนข้างสูง ซึ่งมาจากทั้งกำลังซื้อคนไทย จากตลาดในประเทศและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคกลางและกรุงเทพฯ เมื่อปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในพัทยามีเพิ่มขึ้น ในเบื้องต้นบริษัทลงทุนพัฒนาโครงการ เซาท์พอยท์ บริเวณเขาพระตำหนัก พัทยาบนพื้นที่ 4 ไร่ พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม จำนวน 2 อาคาร สูง 20 ชั้นและ 28 ชั้น ขนาด 30-142 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 2-16 ล้านบาท หรือ 6.5 หมื่นบาท/ตารางเมตร รวม 672 ห้อง มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) จำนวน 680 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ในระหว่างยื่นการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะได้รับการอนุมัติก่อนการก่อสร้างโครงการในเดือนธันวาคมนี้ โดยจะเปิดพรีเซลในเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ได้มีนักลงทุนไทยในพัทยา ที่ดำเนินธุรกิจคอนโดฯโลว์ไรส์ สนใจจะซื้ออาคารชุด 20 ชั้นยกเหมาทั้งอาคาร มูลค่าประมาณ 700-800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30% ของยอดขาย โดยจะนำมาให้บริการในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจา จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโครงการคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2558 และคาดจะปิดการขายทั้งโครงการได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน “แม้ว่าจะยังไม่เปิดการขาย แต่ก็มีลูกค้าให้ความสนใจโครงการเป็นจำนวนมาก ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวรัสเซีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรป” นายไนเจิล กล่าวต่อว่า ในอีก 6 เดือนข้างหน้าบริษัทฯ ยังมีแผนจะร่วมทุนกับเจ้าของที่ดินย่านกลางเมืองพัทยา ก่อตั้งบริษัทใหม่ นำโครงการที่พัฒนาอยู่ในปัจจุบันคือโรงแรมและรีเทล บนพื้นที่ 23 ไร่ มาปรับปรุงและพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส จำนวน 3 เฟส รวมมูลค่า 6,500 ล้านบาท โดยเฟสแรกจะพัฒนาในรูปแบบของรีเทล มูลค่า 500 ล้านบาท, เฟสที่ 2 พัฒนาเป็นรีเทลและเอนเตอร์เทนเมนต์ ส่วนเฟสที่ 3 จะพัฒนาเป็นโรงแรมและเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ความคืบหน้าขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบ และคาดว่าเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในไตรมาส 1 ปีหน้า โดยทั้ง 3 เฟสจะใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้