อุปกรณ์เซฟตี้ ต้องที่ safetyppe ร้านค้าออนไลน์

อย่างที่เคยบอกไว้ครับว่าผมทำธุรกิจซื้อมาขายไปอยู่ จึงมักจะมีคนถามถึงเวลาซื้อสินค้าบ่อยๆว่า มีหน้าร้านค้าไหม? คำตอบของผมคือ”ไม่มีครับ เราไม่มีหน้าร้าน เสนอขายในรูปแบบบริษัท ไม่ใช่ร้านค้า” อาจจะฟังดูหยิ่งๆ นะครับ แต่เพื่อเป็นการลดต้นทุน และเหมาะสำหรับผู้ที่ริเริ่มทำกิจการและยังไม่มีเงินทุน สำหรับซื้อของมาเก็บไว้เป็นสต๊อกให้เต็มสำนักงาน ซึ่งมันไม่จำเป็นนะเลยครับโดยความคิดส่วนตัวแล้ว ยิ่งสต๊อกเท่าไหร่ก็ยิ่งจะเดินทางเข้าสู่ภาวะหมดเงินทุนครับ

หน้าร้านค้าออนไลน์ เซฟตี้พีพีอี อุปกรณ์เซฟตี้

แล้วทำอย่างใรให้ขายสินค้าได้ล่ะ ในเมื่อไม่มีหน้าร้านค้า สำหรับเรื่องนี้ผมเป็นคนที่ศึกษาไอทีมาพอสมควรครับ ดังนั้นหน้าร้านสำหรับแสดงสินค้าของผมก็คือ Website ซึ่งสามารถเปิดเข้าชมได้ตลอดเวลา ทุกวัน 24 ชั่วโมง 365 วันทำการเลยครับ ไม่มีวันปิด มั่นใจได้ มากกว่าการจ้างพนักงานประจำหน้าร้านขายสินค้า และคุมง่ายดูแลก็ง่าย บำรุงรักษาก็ไม่ยุ่งจาก ไม่ต้องจ่าย เงินค่าประกันสังคม จ่ายแค่ค่า Server เล็กๆน้อยๆ และค่า Domain Name รายปีเป็นน้ำจิ้มๆ เมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้น และปัจจุบันคนกำลังเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน และอนาคตอันใกล้นี้ ทุกอย่างก็จะอยู่บนโลกไอทีทั้งหมด ผมว่าสำหรับใครที่ยังไม่ได้ศึกษา เทคโนโลยีหรือเรียกสั่นๆว่าไอทีสำหรับธุรกิจก็ยังไม่สายที่จะเริ่มวันนี้ ครับ…

ข้อสำคัญเมื่อทำแล้วอย่าลืมโปรโมทด้วยนะครับ เพาะ การขายสินค้าผ่านโลกออนไลน์ หรือ ร้านค้าออนไลน์ ของเราที่ไม่มีคนเข้าก็ไม่ต่างจาก ร้านค้าที่บ้านคุณไม่มีคนเข้าร้านเหมือนกันครับ ลูกค้าไม่รู้หรอกครับว่าคุณขายสินค้าหรือบริการอะไร?

สิ่งที่สำคัญหลังจาก .. Create คือ Advertising !!

สำหรับใครที่ไม่อยากศึกษาก็มีตัวช่วยครับ นั้นคือจ้างทำครับ ซึ่ง ณ ตอนนี้มีผู้รับจ้างมากมายล้นตลาดครับ ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับลักษณะข้อมูลหน้าเว็บที่นำเสนอครับ โดยข้อมูลนั้นทางเราจะต้องเป็นคนเตรียมไว้ให้พร้อมครับ เพราะถ้าหากไม่เตรียมไว้ ทางผู้รับจ้างก็จะคิดราคาเพิ่ม สำหรับการเก็บข้อมูลและหาข้อมูลอีกด้วย และอีกทางเลือกที่ใครหลายคนใช้อยู่คือ โดยไม่ต้องลงทุนในเริ่มต้นคือ การเปิดขายสินค้าผ่านหน้าเว็บฟรี ที่เปิดโอกาสผู้ต้องการขายสินค้าได้ลงสินค้าหรือบริการผ่านหน้าเว็บไซต์ได้ เลย โดยไม่ต้องทำเว็บไซต์เองให้ยุ่งยาก สามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้เช่นกันแต่…ก็จะมีข้อจำกัดของแต่ล่ะผู้ให้ บริการ หรือระยะเวลาการใช้งานมาเป็นข้อกำหนดอีกด้วย ซึ่งต่างจากลงทุนทำด้วยกำลังทรัพย์ ของฟรีก็มักต้องแลกเปลี่ยน อยากมีเป็นของตัวเองก็ต้องลงทุนกันซักเล็กน้อยซึ่งผมว่ามันเป็นรายจ่ายที่ ไม่เยอะเลยครับ..

ส่วนในเรื่องการขายสินค้าพอจะมองภาพออกกันแล้วใช่ไหม?ครับว่า หน้าร้านค้าก็ไม่จำเป็นเสมอไป.. สำหรับปัญหาที่พบบ่อยๆ จากการไม่มีหน้าร้านค้า

  1.  ลูกค้าจะเข้ามาซื้อสินค้า โดยมารับของหน้าร้าน ?
    คำตอบ : เราก็ให้ลูกค้ามารับสินค้าได้เลยครับ ยกตัวอย่างผม ทำบ้านเป็น Office ก็ส่ง แผนที่ให้ลูกค้าแล้วก็มารับของตามรายการสั่งซื้อโดยจะต้องเช็คของที่เราซื้อ มาให้แม่นยำ เพื่อไม่ให้ติดขัดเวลาส่งมอบสินค้า สำหรับธุรกิจซื้อมาขายไปและไม่สต๊อกสินค้าแบบผมแล้วยิ่งเป็นอะไนที่สำคัญมาก
  2.  ไม่มีหน้าร้านแล้วลูกค้าจะเชื่อถือเราเหรอ?
    คำตอบ : เราก็มีหนังสือที่เป็นหลักฐาน บริษัท/ห้านร้าน ของเราอยู่ก็ส่งไปให้ลูกค้าดูสิ ซึ่งข้อนี้จะแก้ปัญหาไปด้วย ซึ่งแน่นอนถ้าคิดจะโกงกันด้วยเงินเล็กๆน้อยๆ ก็คงทำธุรกิจกันไม่ได้ระยะยาว (คงไม่มีใครคิดสั้นจริงไหม?)

..เพิ่มเติมเล็กน้อย สำหรับอนาคต ถ้าถามว่าผมจะมีหน้าร้านไหม?
คำตอบ : ผมอยากมีหน้าร้านครับ เพราะจะได้ดูเหมือนบริษัทใหญ่ๆ ที่เขาทำกัน หน้าร้านดูดีสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร แต่ในเมื่อเราเพิ่งเริ่มสิ่งที่ทำได้คือการเริ่มต้นจากศูนย์ จึงไม่ควรไปลงทุนกับสิ่งที่ไม่จำเป็นจนมากเกินไปครับ

เอาล่ะผมขอยกตัวอย่างคำถามแค่นี้ล่ะกันครับ สำหรับใครที่มีคำถามก็แสดงความคิดเห็นเข้ามาแล้วกันครับ ถ้าผมตอบได้จะตอบให้ แต่ถ้าไม่เคยเจอก็จะพยามหาคำตอบมาให้ครับ เพราะผมเองก็มือใหม่ในการทำธุรกิจเหมือนกันครับ..

ประเภทของการขายสินค้า ผมขอเรียกการขายเป็น 2 แบบ ตามหัวข้อนั้นคือ

การขายสินค้าแบบ Offline – เป็นการขายสินค้าในรูปแบบเดิมที่ทำกันมาช้านาน ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้า สามารถเจาะตลาดและนำเสนอสินค้าแบบถึงเรือนชานกันเลยครับ เช่นการส่ง พนักงานขายไปยังบริษัท/ห้างร้าน ต่างๆ เพื่อ นำเสนอสินค้า จากนั้นก็โทรคุยติดต่อ นำเสนอราคากันไปตาม Step ของการขายครับ นอกจากนี้ก็ยังมีอื่นๆ เช่นการส่งโบชัวร์สินค้า การทำใบปลิว ป้ายโฆษณาต่างๆ ฯลฯ

การขายสินค้าแบบ Online – ยกรับดับจากการขายแบบเดิมๆ โดยเพิ่มช่องทางการขายผ่านเทคโนโลยี ที่เห็นชัดเจนคือ Website แนะนำสินค้า การนำเสนอสินค้าและบริการผ่านพื้นที่ที่คุณสามารถกำหนดและนำเสนอรูปแบบได้ ตามต้องการ และนำเสนอผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) เพื่อแจ้งข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม รวมถึงนำเสนอการขาย และโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งยังมีอีกหลายกระบวน กลยุทธ์และวิธีการเข้าถึงลูกค้าเช่น ผ่านทางมือถือ, SMS, Application บนมือถือ หรืออื่นๆแล้วแต่เราจะเลือกช่องทาง…

ลองคิดเอาดูครับว่าคุณอยู่ในการขายสินค้าแบบไหน? ผมอาจจะอธิบายไม่ได้ครอบคลุมดีนัก แต่ขอสรุปง่ายตามข้างต้นล่ะกันครับ สิ่งที่ผมอยากแนะนำและผมก็ทำ คือการทำตลาดเพื่อการขายสินค้านั้น ให้ทำควบคู่กันไปทั้ง Offline และ Online พร้อมกันเลยครับ  เพราะจะเป็นการเปิดช่องทาง ทางการขายแบบเดิมและแบบใหม่ และทำให้ได้ลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น และเพิ่มยอดขายได้ครับ…

ทิ้งท้ายกันเหมือนเคยว่า จะมีหน้าร้านหรือไม่มี ขายแบบ Offline หรือ Online หรือ จะเป็นลูกผสม (Marketing Mix) ก็ของให้ขายได้ก็พอครับนั้นล่ะครับการขายจริงไหม? ทำทุกอย่างให้ขายได้ งัดกันเข้ามาใช้ครับทั้ง กลยุทธ์ 4P’s หรือ 8 P’s ไม่ว่าจะ Model ไหนสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่าลืม “วางแผน” นะครับและเมื่อดำเนินการแล้วก็อย่าลืมประเมินผลที่ได้รับครับ อาจจะเช็คจากยอด เช็คจากผลตอบรับ หรืออาจเป็น สถิติ ไม่ก็ลองถามตัวเองสั่นๆว่า “นี่เราประสบณ์ความสำเร็จแล้วหรือยัง??”

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้