อาร์เอส ลุย Social Media  ด้วยเหตุผลความได้เปรียบทางธุรกิจ “ถามว่า โซเชียล มีเดีย จำเป็นไหมสำหรับธุรกิจ อย่างธุรกิจอาร์เอส คือ บันเทิง ต้องบอกว่า a must ธุรกิจบันเทิง สื่อ a must เลย..” .. ถ้าคุณไม่ใช้คุณจะเข้าใจได้อย่างไรว่า จิตวิทยาการอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจว่า ชอบ หรือไม่ชอบ เราคงเข้าใจมันไม่ได้ ส่วนประสิทธิภาพ หรือประสิทธิผลของการทำงานหลังนำเอาโซเชียล มีเดียมาใช้ ดิฉันถือว่าได้ช่วยยกระดับสปีดขึ้นไปได้หลายระดับเลย คือ ถ้าเป็นสำหรับตัวดิฉัน เป็นคน Multitasking อยู่แล้ว ชอบมาก แต่เป็นคนไม่หมกมุ่น เพราะบางครั้งเราก็ต้องมองคนบ้าง ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างบ้าง” “พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เล่าถึงทิศทางของบริษัทบันเทิงระดับแนวหน้าของไทย กับอิทธิพลของโซเชียล มีเดีย ที่ลุกลามเข้าไปยังธุรกิจต่างๆ กระทั่งยอมรับกันแล้วว่า เครื่องมือชนิดนี้โลกธุรกิจ “ขาดไม่ได้” เธอบอกว่า ทุกวันนี้ ศิลปินในค่ายอาร์เอสทุกคน ล้วนต้องใช้โซเชียล มีเดีย เพราะถือเป็น “เคพีไอ” อย่างหนึ่ง อย่างปัจจุบัน หากอาร์เอสจะโปรโมทเรื่องต่างๆ จะไม่เน้นการใช้เซเลบบนโลกออนไลน์ เหมือนอย่างที่หลายๆ ธุรกิจทำ เครื่องมือดี แต่ต้องใช้ให้เป็น เธอ เล่าว่า ตัวเธอใช้ “ทวิตเตอร์” เป็นประจำในนามแอคเคาท์ @KungPornpan ทั้งในแง่มุมของผู้บริหาร และยังเป็นการใช้ในแบบมิติของคนธรรมดาทั่วๆ ไป “การสื่อสารผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์คของดิฉัน ยังมีมิติของคนธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่แค่ผู้บริหารใส่สูทแล้วต้องพูด หรือสื่อสารเรื่องซีเรียสเสมอไป เริ่มต้นเลยการใช้ทวิตเตอร์ เพราะต้องการศึกษา ทำความเข้าใจ จริงๆ เริ่มใช้มาตั้งแต่ก่อนบอลโลก ขณะนี้ มีคนติดตามราว 7,000 คน เราก็จะมองเป้าหมายทั้งในแง่ของผู้ถือหุ้น นักลงทุน ผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาเข้าใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสื่อ เนื้อหาส่วนใหญ่ ที่ทวีตก็จะเป็นเนื้อหาที่วนๆ อยู่กับเรื่องเหล่านี้ มีความเห็นส่วนตัวในแง่ของไลฟ์สไตล์บ้าง เหมือนกับให้ความเห็นเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวที่เป็นกระแสอยู่ ณ เวลานั้น เช่น โอลิมปิก กีฬา และแน่นอนเรื่องฟุตบอล เป็นธุรกิจหลัก และเป็นความสนใจส่วนตัวด้วย” เธอ เล่าว่า ทวิตเตอร์ของเธอนั้นมีความเป็นสาธารณะอยู่พอสมควร ดังนั้น เรื่องที่จะไม่พูดเลย คือ เรื่องของการเมือง เพราะเห็นว่าวันนี้พื้นที่สาธารณะที่เกี่ยวกับการเมืองนั้นถือเป็นดาบ 2 คม ยิ่งเสนอไปก็ยิ่งมีทั้งเสียงต่อต้าน เสียงเชียร์ ไม่เชียร์ ในฐานะที่สวมหมวกผู้บริหารองค์กรต้องระวังตรงนี้ให้มาก “จอดำ” เคส ตย.ใช้ทวีตชี้แจง ซีโอโอหญิง อาร์เอส ยังได้ยกกรณีตัวอย่างในการใช้ทวิตเตอร์ชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคม เธอเล่าว่า ช่วง “จอดำ” ครั้งฟุตบอลโลกปี 2010 เธอได้ชี้แจงจุดยืน ที่มาที่ไปผ่านทวีตของเธอเอง “ช่วงนั้น ดิฉันได้ทวีตเรื่องนี้ในฐานะคนที่เข้าใจ และเห็นข้อมูลตรงนี้มาก่อน ซึ่งในไทยยังไม่มีใครทราบข้อมูลเรื่องนี้ ก็พยายามทวีตเพื่อชี้แจง สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น ถ้าเรารู้ข้อมูล มีข้อมูลอยู่ แล้วไม่ได้บอกออกไป จะมีใครที่สามารถบอกได้ เราก็เลยถือโอกาสชี้แจงผ่านทวีตตอนนั้น แน่นอนว่า ความแตกต่างที่เราได้สื่อสารออกไปเมื่อเทียบกับผ่านช่องทางเดิม คือ 1. ความรวดเร็ว กรณีนั้นเหตุเกิดวันเสาร์ แน่นอนว่า อย่างเร็วที่สุดก็วันจันทร์ที่จะได้พบกับนักข่าว 2. ความครบถ้วนของข้อมูล ที่เราต้องการสื่อสารในฐานะผู้ส่งสารเราควบคุมความครบถ้วน ความสมบูรณ์ได้ง่าย” เธอ บอกว่า ช่วงนั้นฟีดแบ็คที่ได้รับกลับมา ผู้รับสารส่วนใหญ่สะท้อนมาว่า การที่อาร์เอสได้ชี้แจงผ่านทวิตเตอร์ เป็นการเปิดมุมมองใหม่ที่เขาไม่เคยทราบมาก่อน และด้วยความที่เป็นผู้บริหารก็จะไม่ฟังแค่เสียงบวกอย่างเดียว ต้องฟังทั้ง 2 ด้าน พอมีเสียงสะท้อนแง่ลบเข้ามา ก็ใช้ทวิตเตอร์ชี้แจงได้ทันที เธอ บอกด้วยว่า การใช้โซเชียล มีเดียในกลุ่มผู้บริหารไม่ได้วัดเป็น “เคพีไอ” แต่ที่ผู้บริหารใช้ เพราะต้องการทำความเข้าใจกับสื่อเหล่านี้ และถือเป็นโอกาสเผยแพร่ข้อมูล เพราะเป็นช่องทางที่มีความสะดวก สื่อสารตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายของบริษัท อาจรวมไปถึงนักลงทุน นักวิเคราะห์ และนักข่าวที่อาจทราบในประเด็นต่างๆ ชี้โซเชียลฯ ดาบ 2 คม ส่วนแนวโน้มของอาร์เอส ที่จะนำโซเชียล เน็ตเวิร์คไปทำการตลาดเพื่อต่อยอดนั้น เธอ บอกว่า จริงๆ อาร์เอสทำอยู่แล้ว เพราะด้วยตัวธุรกิจเพลงที่อยู่กับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น ซึ่งใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างมากอยู่แล้ว โซเชียล เน็ตเวิร์ค เลยถูกผนวกเป็นหนึ่งของแผนโดยปริยาย บวกกับตัวโปรดักท์ที่มีความเป็นมีเดียอยู่ในตัวเอง เธอ บอกว่า เครื่องมือสื่อสารใหม่ๆ เหล่านี้ ต้องใช้ให้เป็น เพราะเหมือนดาบ 2 คม มี 2 ด้าน ซึ่งได้รับการวิเคราะห์มาแล้วว่า เมื่อใช้ไปจะติดเป็นพฤติกรรมโดยไม่รู้ตัว เธอ บอกอีกว่า โมเดลการทำธุรกิจสื่อ เงินยังคงอยู่ที่ตัวโฆษณา แต่มีแนวโน้มสูงมากที่โซเชียล มีเดีย จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของธุรกิจ ในลักษณะที่ว่า บริษัทมีแอพอยู่ทุกช่องทาง ต้องทำให้คอนเทนท์ไปอยู่ในช่องทางตามไลฟ์สไตล์กลุ่มเป้าหมาย แล้วหารายได้จากโฆษณาเอง ธุรกิจต้องเปลี่ยนวิธีคิด เธอ แนะว่า วันนี้องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างอาร์เอส วิถีการทำตลาดก็เปลี่ยนไป เช่น การทำโฆษณา โปรโมท ทำอีเวนท์ให้นักร้องคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ อาจต้องมีส่งแผ่นไปให้ดีเจเปิด จัดอีเวนท์เปิดตัว ออกรายการให้ดีเจเชียร์ เธอบอกว่า วิธีการเหล่านี้กำลังเป็น “ศูนย์” (0) ไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว องค์กรต่างหากที่ไม่ยอมเปลี่ยน “ถ้าเรายอมรับได้ว่า โลกมันเปลี่ยนไป อย่าไปยึดติดกับวิธีการเดิมๆ เราก็จะเดินไปข้างหน้าได้ เครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้ วิธีคิดว่าจะทำอย่างไรกับมันนั้นไม่ยาก แค่คุณเปลี่ยนวิธีคิด มันคือชั้นเชิงของการที่คุณจะใช้โซเชียล มีเดียเหล่านี้ในธุรกิจ” บทความจาก : http://bit.ly/Pflrtt

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้