เอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ แม่ทัพใหญ่ของอินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตโพรเซสเซอร์ “เอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ” ในฐานะแม่ทัพใหญ่ของอินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตโพรเซสเซอร์ที่ครองความยิ่งใหญ่ในตลาดพีซี ย้ำด้วยความมั่นใจว่า “ปีหน้า (2556) น่าจะมีเรื่องเล่าได้ดีกว่าปีนี้ และเชื่อลึกๆ ว่า อุตสาหกรรมพีซีจะกลับมาเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักได้อีกครั้ง หลังจากปีนี้คาดว่าจะโตได้ไม่เกิน 5-10% ” ชู “ทัช” ดึงดูดใจ อุปกรณ์ที่จะทำหน้าที่ผลักดันตลาดหลักๆ คือ โน้ตบุ๊คที่มีฟังก์ชั่นการสั่งงานแบบสัมผัส หรือ “ทัช” ในแบบของ “อัลตราบุ๊ค” ซึ่งเป็นคอนเซปต์โน้ตบุ๊คแบบใหม่ที่บางเบา ใช้กระแสไฟต่ำบนสถาปัตยกรรมการผลิตโพรเซสเซอร์แบบ 22 นาโนเมตรทำให้โพรเซสเซอร์เล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งกำลังจะมีโพรเซสเซอร์ อินเทล คอร์ เจน 4 ออกมาในปี 2556 ที่จะทำให้โลกของพีซีเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ถึงระดับที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติโลกพีซีอีกครั้ง จากความสามารถที่ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น รองรับการใช้ออกเมนเต็ด เรียลริตี้ (เอ อาร์ เทคโนโลยี) และความสามารถของการประมวลผลที่ตอบโจทย์ตลาดแทบเล็ตมากขึ้น “เราจะเริ่มผลักดันฟังก์ชั่นทัชให้นอกเหนือจากสินค้าในกลุ่มอัลตราบุ๊ค โดยเฉพาะโน้ตบุ๊คฝาพับทั่วไปให้ราคาออกมาต่ำ เพราะตอนนี้ราคาระหว่างเครื่องที่มีทัชกับไม่มีทัชต่างกันประมาณ 2,000-3,000 บาท ซึ่งอนาคตทัชจะเริ่มเป็นเทรนด์ที่คนส่วนใหญ่ต้องการใช้มากขึ้น” เดิมพันตลาดแทบเล็ต-สมาร์ทโฟน ผู้บริหารอินเทลบอกว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่แทบเล็ตเป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ของอินเทล โดยจะเริ่มมีแทบเล็ต คอนซูเมอร์ ราคาต่ำกว่าหมื่นบาทออกมาเป็นทางเลือก มีทั้งบนแพลตฟอร์มอะตอม, เซเลอรอน และเพนเทียม ครอบคลุมถึงการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ทั้งโลคัล และอินเตอร์แบรนด์ เพื่อนำเสนอแพลตฟอร์มของอินเทลในแทบเล็ตเพื่อการศึกษา ซึ่งแม้ในเชิงราคาแล้วจะสู้ไม่ได้ แต่ก็เป็นการสร้างตลาดและโอกาสการแข่งขันให้กับธุรกิจพีซีด้วยจุดเด่นของเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับการลงทุนซื้อได้สูงกว่า นอกจากนี้ การปรับปรุงโพรเซสเซอร์แบบ “ซิสเต็มส์ ออนชิพ” ทำให้การประมวลผลรวมอยู่ที่เดียวกันซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดดีไซน์จอคอมพิวเตอร์ที่สามารถประมวลผลได้ทันที เอื้อต่อการดีไซน์คอมพิวเตอร์ในรูปแบบที่หลากหลายได้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายโน้ตบุ๊ครวมในตลาดได้ 4.5 ล้านเครื่องในปีหน้าจากปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4.1 ล้านเครื่อง และเป็นสัดส่วนของอัลตราบุ๊คอยู่ราว 10% และคาดว่าจะขยับได้มากกว่า 10% ในปีหน้า รวมถึงแผนการเข้าสู่ตลาดสมาร์ทโฟนที่จะเริ่มเห็นผู้ประกอบการบางรายนำสมาร์ทโฟนที่ใช้โพรเซสเซอร์ของอินเทลเข้ามาทำตลาดเป็นรายแรกในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2556 เผยเทรนด์ไอทีมาแน่ ในฐานะหนึ่งในกูรูวงการไอที “เอกรัศมิ์” ยังมองว่า ในปี 2556 นอกจากความเปลี่ยนแปลงในตลาดพีซีแล้ว “คลาวด์ คอมพิวติ้ง” ก็จะเป็นเทคโนโลยีที่พื้นฐานทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในองค์กรเหมือนเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่นที่เริ่มแพร่หลายเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็จะเริ่มเกิดเทรนด์ของข้อมูลขนาดใหญ่หรือ “บิ้ก ดาต้า” ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ซึ่งจะทำให้ดาต้า เซ็นเตอร์ที่มีความสามารถรองรับข้อมูลมหาศาล ยืดหยุ่น และประมวลผลข้อมูลที่ไม่มีการจัดระเบียบได้ “ทั้งหมดคือโอกาสที่อินเทลจะนำเสนอ เพราะตลาดต้องออกแบบดาต้า เซ็นเตอร์ให้รองรับอนาคตได้มากกว่า 2-3 ปี ขณะที่คลาวด์ฯที่จะเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ล้วนแต่ต้องการโพรเซสเซอร์ที่ประมวลผลได้ดีมากขึ้นเช่นกัน” อย่างไรก็ตามแม้สมาร์ทโฟนและแทบเล็ตจะส่งผลกระทบต่อตลาดพีซีค่อนข้างมาก แต่สินค้านวัตกรรมที่อินเทลกำลังพยายามผลักดันก็เชื่อว่าจะเข้ามาชิงความสนใจจากตลาดให้เกิดการซื้อซ้ำ หรือซื้อใหม่อีกครั้ง รวมทั้งสร้างโอกาสให้ผู้ค้าพีซีสามารถนำเสนอสินค้าในรูปแบบที่เป็นทางเลือกให้กับตลาดได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโน้ตบุ๊คฝาพับทั่วไป, โน้ตบุ๊คฝาพับทั่วไปที่มีสามารถใช้ทัชได้, อัลตราบุ๊ค ทัช และอัลตราบุ๊ค แบบคอนเวอทิเบิล เพราะอินเทลยังเชื่อว่า “โน้ตบุ๊ค” ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบสนองต่อการทำงานที่เน้นการสร้างคอนเทนท์ได้ดีกว่า ในขณะที่ “แทบเล็ตหรือสมาร์ทโฟน” เป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะสำหรับการคอนซูมข้อมูลมากกว่า โดยผู้ใช้จะสามารถเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับการใช้งานได้ตรงกับความต้องการ รวมทั้งแทบเล็ตบนสถาปัตยกรรมของอินเทลที่จะทำให้เกิดแทบเล็ตจากค่ายพีซีเกือบทุกค่าย ซึ่งมีประมาณการว่า แทบเล็ตสำหรับคอนซูเมอร์ทั่วไปจะเป็นกลุ่มที่ผลักดันตลาดหลักหรือราว 65% ของยอดขายทั้งหมดราว 3 ล้านเครื่องในปี 2556 ส่วนแทบเล็ตองค์กรจะเริ่มมีสัดส่วนราว 10-12% ที่เหลือคือการใช้แทบเล็ตในภาคการศึกษา, รัฐและเอสเอ็มอีทั่วไปอีกราว 10% หวังบทบาทรัฐสูงขึ้น อย่างไรก็ตามในปีหน้าอินเทลยังคาดหวังว่า ภาครัฐจะสร้างบทบาทที่ชัดเจนขึ้นในการสนับสนุนอุตสาหกรรมไอทีที่จะทำให้เกิดการแข่งขันและการใช้ไอทีที่แพร่หลายมากขึ้น หลังจากในปีนี้โครงการหลักๆของรัฐ เช่น รถยนต์คันแรกกลับทำให้ความสนใจของกลุ่มเป้าหมายในตลาดไอทีหันไปใช้เงินกับโครงการดังกล่าวมากกว่า แต่ทั้งนี้ก็ยังคาดหวังอีกว่าหลังจากไทยมี 3จีใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในปีหน้าจะช่วยทำให้ช่องว่างระหว่างผู้ประกอบการขนาดเล็กและใหญ่ลดลง ขณะเดียวกันก็จะเริ่มเห็นเทรนด์ความต้องการใช้แทบเล็ตในกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่มากขึ้น หลังอินเทลเริ่มมีโพรเซสเซอร์ที่รองรับตลาดดังกล่าว (แพลตฟอร์ม เอ็กซ์86) ซึ่งจะรองรับการใช้แอพพลิเคชั่นที่มีในองค์กรได้มากกว่าแทบเล็ตที่ใช้โพรเซสเซอร์ดีไซน์ของอาร์ม [code] ที่มา : bangkokbiznews url : http://bit.ly/RyPRtr [/code]

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้