โฆษณาข่าวออนไลน์ ผู้บริหารเอเอสทีวีผู้จัดการ-เนชั่นฯ ประกาศชัดเจน ปี 2555 ข่าวออนไลน์ไทยจะขยายวงไปตลาดวิดีโออย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันด้านคอนเทนต์ และการสร้างกาวใจดึงดูดคนเสพข่าวไว้บนกระแสความนิยมอ่านข่าวทางเครือข่าย สังคมทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ด้านนักโฆษณาเชื่อเม็ดเงินจากบริษัทแบรนด์สินค้ารออยู่แล้ว พร้อมกับพฤติกรรมการเสพข่าวสารของผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านไปยังอุปกรณ์พกพา มากขึ้น นายวริษฐ์ ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการเว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการ กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “จับ 3 ทิศทางธุรกิจโฆษณาข่าวดิจิตอลปี 2555” ว่าแผนการพัฒนาเว็บไซต์ www.manager.co.th ในปี 2555 คือการเน้นเข้าถึงตลาดผู้อ่านเฉพาะกลุ่มหรือนิชมาร์เก็ตให้มากขึ้น โดยจะเน้นต่อยอดความสำเร็จของหมวดข่าวเฉพาะทางที่เว็บไซต์ผู้จัดการเริ่มต้น ไปแล้วในปีที่ผ่านมา “นอกจากการเน้นความเป็นมัลติมีเดีย คลิปวิดีโอ ในปีนี้ผู้จัดการออนไลน์จะเน้นการพัฒนาในเชิงนิช ที่ผ่านมา เราเริ่มทำหมวดข่าวกอล์ฟ ทำหมวดละครออนไลน์ ทั้งหมดนี้ประสบความสำเร็จมาก หน้ากอล์ฟมีโฆษณาเข้าตลอดแม้เพจวิวจะยังน้อย ส่วนละครออนไลน์บางตอนคนอ่านทะลุล้านเพจวิว” คำกล่าวของวริษฐ์สอดคล้องกับนางสาวชุตินธรา วัฒนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานนิวมีเดีย บริษัท เนชั่นบรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะเน้นพัฒนาเว็บไซต์ในเชิงมัลติมีเดียมากกว่าเดิม “เราจะเน้นเพิ่มวิดีโอ จุดหนึ่งเป็นเพราะอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในประเทศไทยเริ่มเอื้อ 3G เริ่มมีและทำความเร็วได้แล้ว ตรงนี้เราเริ่มมา 2-3 ปีแล้ว แต่ปีนี้เราจะได้เห็นรายการของเนชันทั้งเครือ ขึ้นไปอยู่บนยูทูบ จุดนี้จะทำให้เราสามารถใส่โฆษณารูปแบบใหม่ในวิดีโอคลิป ซึ่งจะน่าสนใจมากขึ้นแน่นอน” ทิศทางพัฒนาการเว็บไซต์ข่าวดิจิตอลในปีนี้จะเกิดขึ้นบนเม็ดเงินโฆษณา ออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น จุดนี้ศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็ม อินเตอร์แอคชั่น จำกัด ประเมินทิศทางการเติบโตของตลาดโฆษณาบนข่าวดิจิตอลว่าอัตราการโฆษณาบนธุรกิจ ข่าวออนไลน์จะเติบโตหากสามารถเปิดรับโฆษณาแบบใหม่ เพราะตลาดโฆษณาออนไลน์ในประเทศไทยถูกคาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% อยู่แล้วในปีนี้ “ทิศทางโฆษณาออนไลน์บนธุรกิจข่าวดิจิตอลปีนี้เห็นชัดว่าขาขึ้นแน่นอน เฉพาะตลาดออนไลน์เชื่อว่าเม็ดเงินโฆษณาในไทยจะเพิ่มขึ้น 50% เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ในไทยปีที่แล้ว 2,000 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะทะลุ 3,000 ล้านบาท เพราะตลาดมีความเชื่อมากขึ้น แต่ถ้าน้ำท่วมก็อาจจะลดไปเลย 90%” ตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ 3,000 ล้านบาทนี้ตรงกับข้อมูลของบริษัทวิจัยนีลสัน ซึ่งเชื่อว่าภาพรวมของเม็ดเงินโฆษณาดิจิตอลจะกระจายไปอยู่หลายเว็บไซต์นับ ร้อยแห่ง ซึ่งมีทั้งแบนเนอร์และภาพเคลื่อนไหว มัลติมีเดียอย่างวิดีโอออนไลน์ อีกส่วนหนึ่งไปที่เว็บเสิร์ชอย่างกูเกิล (Google) และเครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) จุดที่น่าสนใจในงานเสวนาครั้งนี้ คือเฟซบุ๊กนั้นถูกกล่าวขานว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจข่าวดิจิตอล เนื่องจากชาวออนไลน์ส่วนใหญ่เริ่มไม่อ่านข่าวจากเว็บไซต์ข่าว แต่จะเข้าอ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์แทน โดยการสำรวจพบว่ากว่า 40% ของคนออนไลน์อ่านข่าวจากเฟซบุ๊ก ทำให้ปีนี้เชื่อว่า ผู้ผลิตข่าวออนไลน์จะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับเครือข่ายสังคมอย่างต่อเนื่อง และจริงจังมากกว่าเดิม ขณะเดียวกัน พัฒนาการของผู้ผลิตข่าวออนไลน์ยังสะท้อนถึงการสร้างชุมชนหรือคอมมูนิตี้ที่ เข้มแข็งให้มากขึ้นในปีนี้ โดยแท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์ที่ถูกมองว่ามีความพร้อมในการเติบโตมากที่สุด เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนซึ่งมีการสำรวจพบว่า คนไทยกว่า 41% พร้อมที่จะเปลี่ยนไปใช้งานสมาร์ทโฟนเพื่อเสพข่าวสารออนไลน์ตลอดเวลา งานเสวนาจัดขึ้นโดยชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2552 โดยมีนายนิรันดร์ เยาวภาว์ เป็นประธานชมรมคนปัจจุบัน โดยผู้ผลิตข่าวออนไลน์ 13 แห่งลงนามร่วมกันเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนโดย ตรงจากเว็บไซต์สมาชิก โดยสมาชิกขณะนี้เพิ่มเป็น 18 ราย สถิติอื่นๆ ที่น่าสนใจจากเวทีเสวนาครั้งนี้ได้แก่ จำนวนประชากรเน็ตในประเทศไทยขณะนี้คือประมาณ 22 ล้านคน ยอดการเข้าชมเว็บไซต์ไทย (ที่เป็นสมาชิกของทรูฮิตส์) คือ 133 ล้านเพจวิวต่อวัน

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้