ไอริส กรุ๊ป, คอมมูนิตี้มอลล์, ช็อปเฮาส์, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไอริส กรุ๊ป เปิดคอมมูนิตี้มอลล์และช็อปเฮาส์ “เวนิส ดี ไอริส” ย้ำมั่นใจในศักยภาพของทำเลย่านวัชรพล พร้อมเล็งเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ นายกิตติพงษ์ สุมานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอริส กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยหลังจากผ่านพ้นวิกฤติน้ำท่วมจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันภาพรวมอสังหาฯ จะชะลอตัว แต่จะชะลอตัวเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่เกิดความไม่มั่นใจกับการรับมือจากปัญหาอุทกภัย ส่งผลให้ความต้องการที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ใหม่ลดลง อีกทั้งยังมีภาระด้านการซ่อมแซมบ้านพักอาศัยเดิมอยู่ แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงไตรมาส 2 อย่างแน่นอน โดยทำเลที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม จะเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการของผู้บริโภคสูง และยังมีอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดขายของโครงการคอนโดมิเนียมของ “ไอริส แอเวนิว อ่อนนุช-วงแหวน” ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการคอมมูนิตี้มอลล์และช็อปเฮ้าส์ ภายใต้ชื่อ “เวนิส ดี ไอริส วัชรพล ใกล้ทางขึ้น-ลงทางด่วนสุขาภิบาล 5 ที่มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของ Mall เพียบพร้อมไปกับร้านค้า ซูปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และธนาคารต่างๆ  และในส่วนของ Shophouse .ในรูปแบบอาคาร 3 ชั้น เหมาะสำหรับพักอาศัย และการพาณิชย์ จำนวน 263 หลัง โครงการ “เวนิส ดี ไอริส” ถูกออกแบบเสมือนการจำลองเมืองเวนิส แห่งประเทศอิตาลี ภายใต้แนวคิด “Where you can relax and enjoy the atmosphere like A ROMANCE IN VENICE” รวมพื้นที่กว่า 40 ไร่  ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการปรับสภาพพื้นที่ และปรับระดับความสูงในการถมดินทั้งโครงการให้สูงขึ้นเป็น 70 เซนติเมตร รวมทั้งเพิ่มการป้องกันน้ำท่วมในระยะยาวของโครงการหากเกิดอุทกภัยขึ้นอีก เบื้องต้น บริษัทฯ ได้วางแผนจะพัฒนาโครงการจัดสรร จำนวน 2 โครงการ มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้  มีแผนการลงทุนเปิดโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูป หรือพรีแฟบ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยของบริษัทฯ ในอนาคต และต้องการเพิ่มศักยภาพในกระบวนการผลิต ลดจำนวนแรงงานที่ใช้ และต้นทุนก่อสร้าง นอกจากนี้ การใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูปจะช่วยร่นระยะเวลาในการก่อสร้างให้สั้นลง ทำให้ส่งมอบบ้านให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงงานได้ในไตรมาสที่ 4 ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท ในปี 2554 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นอย่างดี และมียอดโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 370 ล้านบาท และมียอดขายประมาณ 720 ล้านบาท โดยตั้งเป้าการขายในปี 2555 ประมาณ 1,300 ล้านบาท

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้