Polaris Software, โพลาริส ซอฟต์แวร์ นายสุพรีโย เซอคาร์  ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท โพลาริส ซอฟต์แวร์ แล็บ ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านการเงินการธนาคารจากอินเดีย กล่าวว่า ได้เข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ 8 ในเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากเห็นว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจ และมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงมากในอนาคต พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้งนายนาคราช ปราสาท ลูกหม้อของบริษัทดำรงตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โพลาริส เอฟที (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับโครงสร้างดำเนินงานแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ผู้จัดการดูแลภาพรวม ทีมขาย ทีมติดตั้งระบบ และคู่ค้าท้องถิ่น ภายในสิ้นปีนี้มีแผนจ้างบุคลากรเสริมทัพทั้งชาวต่างชาติ และคนไทยรวม 30-50 คน บริษัท โพลาริส ซอฟต์แวร์ เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านซอฟต์แวร์การเงินการธนาคารระดับโลก ปัจจุบันมียอดขายกว่า 500 ล้านดอลลาร์ มีจำนวนพนักงาน 13,000 คนในสำนักงานกว่า 30 แห่งทั่วโลก ด้านผลิตภัณฑ์มีโซลูชั่นกว่า 95 ชนิด ครอบคลุมการบริการทั้งธุรกิจค้าปลีก ธนาคาร คอร์ปอเรท ประกันภัย และการบริหารการเงินการลงทุน โดยก่อนหน้านี้เข้ามาทำตลาดไทยแล้วราว 5 ปี “เอเชีย-แปซิฟิก เป็นหนึ่งในตลาดที่สร้างรายได้ให้สูงสุดของบริษัทระดับเกิน 100 ล้านดอลลาร์ สำหรับตลาดไทยเราเห็นโอกาส และศักยภาพการเติบโตไม่แพ้ที่อื่น หวังว่าภายใน 2-3 ปีจากนี้จะกลายเป็นประเทศที่ทำเงินให้เราอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับสิงคโปร์แม้เป็นประเทศที่เล็กกว่ายังสามารถทำรายได้ให้ถึง 20-30 ล้านดอลลาร์ต่อปี” เขากล่าวต่อว่า มองโอกาสไว้ 4 พื้นที่ คือ 1.โมบาย แบงกิ้ง 2.อินเทอร์เน็ต แบงกิ้ง 3.การบริหารเงินสดสำหรับภาคการผลิต และตลาดคอร์ปอเรท และ 4.การจัดการซัพพลายเชน ด้านผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลต์เฟสแรกมี 2 กลุ่ม คือ ซอฟต์แวร์ให้คำปรึกษาทางการเงิน และซอฟต์แวร์สำหรับบริษัทประกันภัย สินค้าที่นำมาทำตลาดจะมีการแปลเป็นภาษาไทยด้วย ขณะที่ การแข่งขันในเชิงธุรกิจนั้น บริษัทมีตำแหน่งที่ดีที่สุดแล้ว ทั้งยังไม่เห็นผู้เล่นรายใดมีสินค้าครบทุกไลน์เท่าของบริษัท ซึ่งขณะนี้เริ่มลุยทำตลาดและเจรจากับลูกค้าแบบเชิงลึกด้วยโมเดลการทำตลาดคู่ขนาน 2 ส่วน คือ ผ่านทีมขาย และผู้ค้าท้องถิ่น คาดว่าตั้งแต่ไตรมาสหน้าเป็นต้นไปจะได้เห็นการเติบโตที่ก้าวกระโดด นายสุพรีโย กล่าวอีกว่า ในระยะยาวหากธุรกิจของโพลาริส และภาพรวมตลาดในไทยเติบโตได้ดี มีโอกาสที่บริษัทจะเข้ามาลงทุนตั้งศูนย์กลางการประสานงานธุรกิจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือ “โกลบอล ดีเวลลอปเมนท์ เซ็นเตอร์” ป้อนให้กับทุกตลาดทั่วโลก เขาประเมินด้วยว่า การลงทุนของผู้ประกอบการธนาคารไทยมีมากขึ้นต่อเนื่อง ตามกลยุทธ์ของแต่ละราย ที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำทั้งตลาดในประเทศ และระดับโลก ขณะเดียวกัน ต้องการสร้างความแตกต่าง และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่โฟกัสของตัวเองให้ดีที่สุด ส่วนประเด็นกับปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองไทยที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา บริษัทเชื่อว่าสามารถรับมือได้ และได้เตรียมความพร้อมสำหรับบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้ว พร้อมระบุว่า การที่เป็นบริษัทสัญชาติเอเชียทำให้มีข้อได้เปรียบ คือ ประสบการณ์และความเป็นผู้นำในระดับโลกทำให้มีคุณภาพผลิตภัณฑ์และการบริการไม่ต่างกับซอฟต์แวร์ชาติตะวันตก ขณะที่ความเป็นเอเชียทำให้เข้าใจถึงคุณค่า ความต้องการของตลาดแบบเฉพาะเจาะจง ความต่างของวัฒนธรรม และมีความเคารพต่อความเป็นท้องถิ่นเมื่อเข้าไปทำตลาดในประเทศนั้นๆ ที่ผ่านมาลูกค้าอยู่กับบริษัทเหนี่ยวแน่นโดย 85% เป็นฐานลูกค้าเดิม

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณที่บนบทความนี้