โลกการเมืองในปี 2026 นี้ดูเหมือนจะหมุนรอบตัวอักษร “T” หรือภาษี (Tariff) อย่างแท้จริง เมื่อ Donald Trump กลับมาเล่นบท “Tariff Man” อีกครั้ง แต่คราวนี้เดิมพันสูงกว่าเดิม เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ตัวเลขขาดดุลการค้า แต่มันคือการ “บีบ” ให้ผู้นำระดับโลกต้องเดินตามเกมการทูตในแบบฉบับของเขา ล่าสุดกลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าไปทั่วโลก เมื่อ Donald Trump ออกมาประกาศขู่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราโหดหินถึง 200% สำหรับสินค้าประเภทไวน์และแชมเปญจากประเทศฝรั่งเศส โดยมีชนวนเหตุหลักมาจากความพยายามในการจัดตั้ง “Board of Peace” ที่ดูเหมือน Emmanuel Macron จะยังไม่ยอม “Say Yes” ง่ายๆ แถมยังมีประเด็นเรื่องเกาะ Greenland มาเป็นเชื้อไฟสุมทรวงให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และ EU ตึงเครียดถึงขีดสุด
1. ทำไมต้อง 200%? เมื่อ “ไวน์” กลายเป็นตัวประกันทางการเมือง
ทำไม Donald Trump ถึงเลือกโจมตีที่ไวน์? คำตอบนั้นง่ายมาก เพราะไวน์และแชมเปญคือ “หัวใจและวิญญาณ” ของเศรษฐกิจและวัฒนธรรมฝรั่งเศส การขู่เก็บภาษี 200% ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่มันคือการส่งสัญญาณเตือนว่า “ถ้าคุณไม่ช่วยผม ผมก็จะไม่ช่วยคุณ” โดยเฉพาะเมื่อ Emmanuel Macron มีท่าที “แบ่งรับแบ่งสู้” ต่อข้อเสนอการเข้าร่วมคณะทำงานสันติภาพชุดใหม่ที่เรียกกันว่า Board of Peace
รายงานจาก Reuters ระบุว่า Donald Trump พยายามผลักดันกระดานสันติภาพนี้เพื่อแก้ไขความขัดแย้งระดับโลก (ซึ่งเริ่มแรกเน้นไปที่ฉนวนกาซาและยูเครน) แต่สิ่งที่ทำให้หลายประเทศรวมถึงฝรั่งเศสต้องชะงักคือ “กติกา” ที่ระบุในร่างข้อตกลง ซึ่งมีการพูดถึง “Membership Fee” หรือค่าสมาชิกในระดับที่สูงลิบลิ่ว หากประเทศสมาชิกต้องการคงสถานะหรือมีส่วนร่วมเกินระยะเวลาที่กำหนด หลายฝ่ายมองว่านี่คือการทำ Business Deal มากกว่าการทูตเพื่อสันติภาพจริงๆ และเมื่อ Emmanuel Macron ยังนิ่งเฉย Donald Trump จึงเลือกใช้ภาษีไวน์เป็นหมัดฮุคเพื่อดึงฝรั่งเศสกลับมาที่โต๊ะเจรจา
2. เจาะลึกผลกระทบ: ใครบ้างที่ต้องกระเป๋าฉีก?
หากภาษี 200% นี้ถูกบังคับใช้จริง วงการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับโลกจะเผชิญกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่:
- Importers ในสหรัฐฯ: ผู้นำเข้าที่พึ่งพาฉลากจาก Bordeaux หรือ Champagne จะเจอภาวะ “จุกจนพูดไม่ออก” เพราะต้นทุนจะพุ่งขึ้นทันทีสามเท่า การวางเงินประกันศุลกากรจะกลายเป็นฝันร้ายทางการเงิน
- ร้านอาหารและโรงแรมหรู: ไวน์ฝรั่งเศสคือตัวทำกำไรหลัก (High Margin) เมื่อราคาพุ่งกระฉูด ร้านอาหารอาจต้องถอดเมนูโปรดออก หรือดันราคาให้สูงจนลูกค้าทั่วไปเข้าไม่ถึง สุดท้ายยอดขายจะดิ่งเหว
- ผู้บริโภคชาวอเมริกัน: ใครที่เคยดื่มแชมเปญฉลองปีใหม่อาจต้องเปลี่ยนไปจิบ Prosecco จากอิตาลีหรือ Sparkling Wine จาก California แทน เพราะราคาไวน์ฝรั่งเศสจะกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับมหาเศรษฐีเท่านั้น
- เกษตรกรในฝรั่งเศส: สหรัฐฯ คือหนึ่งในตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด หากตลาดนี้หายไป เกษตรกรผู้ปลูกองุ่นและโรงไวน์ขนาดกลางในฝรั่งเศสอาจต้องปิดตัวลง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Donald Trump ใช้ตัวเลข 200% มาขู่ เพราะเขาเคยใช้ไม้ตายนี้กับรถยนต์และเหล้าวิสกี้มาแล้ว มันคือ “อาวุธทางจิตวิทยา” ที่ทรงพลังที่สุดในกระเป๋าของเขา
3. Greenland: ชนวนเหตุบทใหม่ที่ทำให้ EU กุมขมับ
นอกเหนือจากเรื่องภาษีไวน์ อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้ความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสั่นคลอนคือความหมกมุ่นของ Donald Trump ที่มีต่อเกาะ Greenland ล่าสุดมีรายงานว่าเขาได้ต่อสายตรงถึง Mark Rutte เลขาธิการ NATO เพื่อเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปจัดการหรือครอบครอง Greenland ด้วยเหตุผลด้าน “ความมั่นคงแห่งชาติ” และการคานอำนาจในแถบ Arctic
แต่ฝั่งยุโรปไม่ได้มองแบบนั้น Emmanuel Macron ออกมาตอบโต้ทันควันว่าการใช้ภาษีมาเป็นเครื่องมือบีบบังคับในประเด็นดินแดนอย่าง Greenland นั้นเป็นเรื่องที่ “รับไม่ได้” (Unacceptable) และเป็นการทำลายรากฐานความร่วมมือของพันธมิตรตะวันตก สื่ออย่าง Financial Times วิเคราะห์ว่ายุโรปกำลังเตรียมแผนโต้กลับ (Retaliation) แม้ว่ากลไกของ EU จะทำงานช้าเพราะต้องรอการอนุมัติจากหลายประเทศสมาชิก แต่หากสงครามการค้าเริ่มขึ้นจริง EU ก็พร้อมจะขึ้นภาษีสินค้าสำคัญของสหรัฐฯ เช่น Harley-Davidson หรือ Bourbon เพื่อเป็นการสั่งสอนเช่นกัน
4. ดราม่า “ข้อความลับ” ระหว่าง Macron และ Trump
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็น Soap Opera ระดับโลกคือข่าวลือเรื่องข้อความส่วนตัว (Private Messages) ที่ถูกเปิดเผยโดยสื่อบางสำนัก (รวมถึงการอ้างอิงจาก CGTN News) ว่า Emmanuel Macron ได้ส่งข้อความถึง Donald Trump ในเชิงตัดพ้อและพยายามเสนอให้มีการตั้ง “วงประชุมกลุ่มย่อย” เพื่อเคลียร์ใจเรื่อง Greenland และ Board of Peace
ภาพลักษณ์ที่ออกมาสู่สาธารณะทำให้เห็นว่า Emmanuel Macron กำลังพยายามใช้การทูตแบบประนีประนอม ในขณะที่ Donald Trump ใช้การทูตแบบ “Public Shaming” หรือการประจานผ่านสื่อเพื่อสร้างความได้เปรียบ สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำช่องว่างระหว่างผู้นำทั้งสองคน และทำให้คนในยุโรปรู้สึกว่าสหรัฐฯ ยุคนี้ไม่ได้มองพวกเขาเป็น “เพื่อน” แต่มองเป็น “คู่ค้าที่ต้องต้อนให้จนมุม”
5. สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ (Roadmap to Chaos?)
เพื่อให้เท่าทันสถานการณ์ เราควรสังเกตสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้:
- เอกสารจาก USTR (Office of the United States Trade Representative): ถ้ามีการประกาศรายชื่อสินค้าและพิกัดศุลกากรอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ นั่นคือสัญญาณว่า “เอาจริง” ไม่ใช่แค่การขู่ผ่าน Social Media
- ท่าทีของ NATO: หาก Mark Rutte ไม่สามารถไกล่เกลี่ยเรื่อง Greenland ได้ เราอาจเห็นรอยร้าวในความร่วมมือทางทหารที่กระทบไปถึงความปลอดภัยในยุโรปตะวันออก
- ตลาดหุ้นและค่าเงิน: โดยปกติสงครามภาษีจะทำให้ค่าเงิน Euro ผันผวน และหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Luxury Goods) อย่าง LVMH จะร่วงกราวรูด
- การประชุม Davos หรือ G7: เวทีเหล่านี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า Donald Trump จะยอมลดราวาศอก หรือจะเดินหน้าชนเพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่ตามแนวทางของเขา
สรุปส่งท้าย: เกมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนชอบดื่มไวน์ แต่มันคือการปะทะกันระหว่างแนวคิด “America First” ของ Donald Trump กับแนวคิด “European Sovereignty” ของ Emmanuel Macron โดยมีภาษี 200% และเกาะ Greenland เป็นเดิมพัน หากไม่มีฝ่ายใดถอย เราอาจได้เห็นสงครามการค้าที่รุนแรงที่สุดในทศวรรษนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Q: ภาษี 200% จะทำให้ไวน์ฝรั่งเศสในสหรัฐฯ แพงขึ้น 3 เท่าทันทีเลยไหม? A: ในทางทฤษฎีคือใช่ครับ แต่ในทางปฏิบัติ ราคาขายปลีกอาจไม่ได้ขึ้น 200% เป๊ะๆ เพราะผู้นำเข้าและร้านค้าอาจยอมลดกำไรตัวเองลงบ้างเพื่อรักษาฐานลูกค้า หรืออาจใช้สต็อกเก่าไปก่อน แต่ในระยะยาว ราคาจะพุ่งจนทำให้ไวน์ฝรั่งเศสเสียความสามารถในการแข่งขัน และผู้บริโภคจะหันไปหาไวน์จาก Spain, Italy หรือ Chile แทนอย่างแน่นอน
Q: Board of Peace คืออะไรกันแน่ ทำไมยุโรปถึงระแวง? A: ตามรายงานคือเป็นแนวคิดของ Donald Trump ที่ต้องการสร้าง “สภาสันติภาพ” ส่วนตัวเพื่อจัดการวิกฤตโลก แต่ปัญหาคือมันมีโครงสร้างที่คล้ายกับ Business Club มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสมาชิก (Membership Fee) และมีกฎระเบียบที่ดูเหมือนจะให้อำนาจสหรัฐฯ มากเกินไป ทำให้ประเทศใน EU กังวลว่าจะไปทับซ้อนกับบทบาทของ UN หรือ NATO และเป็นการบีบให้ประเทศอื่นต้องจ่ายเงินเพื่อแลกกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
Q: ทำไมเรื่อง Greenland ถึงโยงมาถึงภาษีไวน์ได้ ทั้งที่ดูเป็นคนละเรื่องกัน? A: นี่คือเทคนิคการเจรจาแบบ Donald Trump ที่เรียกว่า “Linkage Politics” หรือการเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันมาผูกโยงกันเพื่อสร้าง Leverage (อำนาจต่อรอง) เขาใช้ภาษีไวน์ซึ่งเป็นจุดอ่อนของฝรั่งเศสมาบีบให้ Emmanuel Macron เลิกขัดขวางหรือหันมาสนับสนุนนโยบายด้านความมั่นคงของเขา รวมถึงเรื่อง Greenland ด้วย เป็นการกดดันแบบรอบทิศทางเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ


