ถ้าพูดถึงรถที่เป็น “หน้าเป็นตา” และสร้างชื่อให้ Tesla จนคนทั้งโลกรู้จัก ความดีความชอบคงหนีไม่พ้น Model S ซีดานตัวแรงที่เปลี่ยนภาพลักษณ์รถไฟฟ้าจาก “รถกอล์ฟ” ให้กลายเป็น “ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้า” และ Model X เอสยูวีประตูปีกนกสุดล้ำที่ใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง แต่ล่าสุดดูเหมือนว่า Elon Musk กำลังจะสั่ง “ปิดตำนาน” สองรุ่นนี้ เพื่อเปิดทางให้กับอนาคตใหม่ที่ไม่ได้มีแค่ล้อ
ช็อกวงการ! สั่งยุติไลน์ผลิต Q2 ปี 2026
ในงาน Earnings Call ล่าสุด Elon Musk ได้ส่งสัญญาณที่ทำเอาแฟนคลับใจหายวาบ เมื่อเขาประกาศเตรียม “ยุติโปรแกรม” ของ Model S และ Model X โดยมีกำหนดการปิดสายการผลิตในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะรถไม่ดี แต่เป็นเรื่องของ “พื้นที่” และ “ทิศทางใหม่” ของบริษัท เพราะ Tesla ต้องการเคลียร์พื้นที่ในโรงงาน Fremont เพื่อนำไปใช้ผลิต Optimus (humanoid robot) หรือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบเต็มสูบแทน
ทำไมต้อง “ฆ่า” รุ่นเรือธง? เปิดเหตุผลเบื้องหลัง
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อมันเป็นรุ่นท็อป ทำไมถึงเลิกทำ? ถ้าเราเจาะลึกลงไปในตัวเลขและคำพูดของ Musk จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น:
- โลกหมุนไปหา Autonomy: Musk ย้ำชัดว่าอนาคตของ Tesla คือ “ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ” รถยนต์แบบเดิมที่เน้นความหรูหราหรือการขับขี่แบบพรีเมียมกำลังลดบทบาทลงในสายตาของเขา
- ยอดขายที่เริ่ม “แผ่ว”: แม้จะเป็นรถที่เท่แค่ไหน แต่ Model S เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2012 และ Model X ตั้งแต่ปี 2015 แม้จะมีการ Minorchange บ้าง แต่มันก็เริ่มถึงจุดอิ่มตัว ข้อมูลระบุว่ายอดขายในกลุ่ม “รุ่นอื่นๆ” (ซึ่งรวม S, X และ Cybertruck) ในปี 2025 ลดลงถึง 40.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- ทรัพยากรมีจำกัด: แทนที่จะเอาเงินไปอัปเกรดรถที่ขายได้น้อยลงเรื่อยๆ Tesla เลือกที่จะเอาเงินทุนก้อนนั้นไปลงกับ AI, Robotaxi และหุ่นยนต์ ซึ่งเชื่อว่าเป็น “เหมืองทอง” แห่งใหม่
Fremont จากโรงงานรถ สู่ “อาณาจักรหุ่นยนต์”
การปรับเปลี่ยนโรงงาน Fremont ไม่ใช่แค่การขยับโต๊ะเก้าอี้ แต่นี่คือการเปลี่ยน DNA ของบริษัท เพราะ Tesla กำลังจะเปลี่ยนสถานะตัวเองจาก “บริษัทผลิตรถ” ไปเป็น “บริษัท AI และ Robotics” อย่างเต็มตัว
นอกจากการปั้นหุ่น Optimus แล้ว Tesla ยังเตรียมทุ่มงบกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ใน xAI (บริษัท AI ของ Musk) และยังเดินหน้าโปรเจกต์ Cybercab (Robotaxi) อย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายด้านทุน (Capex) ในปี 2026 จะพุ่งสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าปี 2025 ถึงเท่าตัว!
เจ้าของรถ Model S และ Model X เดิมต้องทำยังไง?
สำหรับใครที่มีครอบครองอยู่ หรือเพิ่งถอยมาใหม่ ไม่ต้องตกใจจนรีบขายทิ้งครับ เพราะทาง Tesla ยืนยันว่าจะยังคงมี Service Support ดูแลเรื่องอะไหล่ การซ่อมบำรุง และระบบซอฟต์แวร์ต่อไปตราบเท่าที่ยังมีรถวิ่งอยู่บนถนน แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ:
- ราคามือสอง: อาจจะมีความผันผวนพอสมควร เมื่อกลายเป็นรุ่นที่เลิกผลิต
- Hardware Update: ในอนาคตฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ๆ อาจจะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างของ S และ X อีกต่อไป
วิเคราะห์หมากเกมนี้: เสี่ยงหรือฉลาด?
ถ้ามองในมุมธุรกิจ นี่คือการ “ตัดเนื้อร้ายเพื่อรักษาชีวิต” หรือการทิ้งสิ่งที่ทำกำไรน้อยเพื่อไปจับสิ่งที่กำไรมากกว่า เพราะรายได้รวมของ Tesla ในปี 2025 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี การสร้าง Narrative หรือเรื่องราวใหม่ๆ เกี่ยวกับ AI และหุ่นยนต์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากในการดึงดูดนักลงทุนและพยุงมูลค่าหุ้นของบริษัท
สรุปเทรนด์ในอนาคต: ไลน์ผลิตรถยนต์สำหรับผู้บริโภคทั่วไปของ Tesla จะเหลือหลักๆ แค่ Model 3, Model Y และ Cybertruck เท่านั้น ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะกลายเป็นพื้นที่ของเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ชื่อว่า “ความฉลาดประดิษฐ์”
FAQ: 3 คำถามยอดฮิตเรื่องการเลิกผลิต Model S/X
1. สรุปแล้ว Tesla จะหยุดผลิต Model S และ Model X เมื่อไหร่กันแน่? คำตอบคือช่วง ไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ครับ ใครที่เล็งๆ ไว้และอยากได้มือหนึ่งแกะกล่อง อาจจะต้องรีบตัดสินใจสั่งซื้อภายในช่วงปี 2025 นี้ เพราะหลังจากนั้นสายการผลิตจะถูกเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแทน
2. ถ้าเลิกผลิตแล้ว อะไหล่จะหายากไหม จะโดนแพหรือเปล่า? Tesla ยืนยันว่ายัง Support ต่อไปแน่นอนครับ ทั้งเรื่องอะไหล่และการบริการหลังการขายตามมาตรฐานบริษัท ไม่ได้ทิ้งลูกค้าเก่าทันทีที่ปิดโรงงาน แต่ในระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) อะไหล่บางชิ้นที่เฉพาะเจาะจงอาจจะหายากขึ้นตามกลไกตลาดครับ
3. ทำไมต้องเป็นหุ่นยนต์ Optimus? ทำไมไม่ทำรถต่อ? เพราะ Musk มองว่า Optimus คือผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกว่ารถยนต์หลายเท่าในระยะยาวครับ มันสามารถใช้ในโรงงาน แรงงานบริการ หรือแม้แต่ในบ้านเรือน ซึ่งถ้า Tesla ทำสำเร็จ มันจะกลายเป็นสิ่งที่พลิกโฉมโลกยิ่งกว่ารถยนต์ไฟฟ้าเสียอีก


