ช่วงปีที่ผ่านมาเราเห็น AI แข่งกันฉลาดขึ้นในแง่ของ “การตอบคำถาม” แต่ตอนนี้สมรภูมิ AI กำลังเปลี่ยนไปครับ มันไม่ใช่แค่ใครตอบเก่งกว่ากันแล้ว แต่มันคือ “ใครรู้จักเราดีกว่ากัน” และแน่นอนว่าในเกมนี้ Google ถือไพ่เหนือกว่าใครเพื่อน เพราะเขามี Ecosystem ที่เราใช้งานกันอยู่แทบจะทุกลมหายใจ ไม่ว่าจะเป็น Gmail ที่เก็บอีเมลสำคัญ, Google Photos ที่รวมทุกความทรงจำ, Search ที่รู้ว่าเรากำลังสนใจอะไร และ YouTube ที่เห็นไลฟ์สไตล์เราชัดเจนที่สุด
ล่าสุด Google เลยปล่อยหมัดเด็ดอัปเกรด Gemini ให้มีสิ่งที่เรียกว่า “Personal Intelligence” หรือความฉลาดเฉพาะตัว ซึ่งฟีเจอร์นี้จะทำให้ Gemini สามารถ “ดึงบริบท” (Context) จากแอปต่างๆ ในเครือ Google มาช่วยประมวลผลให้เราได้แบบไร้รอยต่อ แต่ประเด็นที่หลายคนทั้งว้าวและแอบหวั่นใจก็คือเรื่องความเป็นส่วนตัว ซึ่ง Google ย้ำชัดว่างานนี้ต้อง “Opt-in” หรือเราต้องเป็นคนกดยอมรับและเลือกเองเท่านั้นว่าจะให้ AI เข้าไปยุ่งกับแอปไหนบ้าง (อ้างอิงจาก The Verge)
คำว่า “ดึงบริบท” ในชีวิตจริงมันว้าวแค่ไหน?
นึกภาพสมัยก่อนนะครับ เวลาเราจะใช้ ChatGPT หรือ Gemini วางแผนเที่ยว เราต้องมานั่งพิมพ์ยาวเหยียดว่า “ฉันจะไปญี่ปุ่นเดือนหน้า บินสายการบินนี้ พักโรงแรมนี้ ชอบกินซูชิ ช่วยจัดแพลนหน่อย” ซึ่งมันเหนื่อยมาก แต่พอมี Personal Intelligence สิ่งที่เกิดขึ้นคือ:
- Gemini จะ “มีสิทธิ์” เข้าไปอ่าน Gmail: เพื่อดูว่าคุณจองไฟลต์บินวันไหน โรงแรมชื่ออะไร
- แอบไปส่อง Google Photos: ดูว่าทริปปีก่อนๆ คุณชอบไปแนวไหน ถ่ายรูปคาเฟ่เยอะ หรือถ่ายรูปภูเขาเยอะ เพื่อเดาสไตล์การเที่ยว
- เช็กประวัติ Search และ YouTube: ดูว่าช่วงนี้คุณค้นหาร้านอาหารย่านไหนในโตเกียวเป็นพิเศษ หรือดูคลิปรีวิวที่เที่ยวไหนค้างไว้
ผลลัพธ์ที่ได้คือแผนการเที่ยวที่ “Personalized” หรือออกแบบมาเพื่อคุณคนเดียวจริงๆ โดยที่คุณไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในการอธิบาย (The Verge) ความเจ๋งคือมันไม่ได้ทำงานแยกแอปนะครับ แต่มันคือการ Reasoning ข้ามแอป เช่น เอาข้อมูลจากอีเมลมารวมกับความชอบใน YouTube แล้วสรุปออกมาเป็นคำตอบเดียวที่ฉลาดสุดๆ
จาะลึกตัวอย่างการใช้งานที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น (แบบสับ!)
- จัดทริปแบบไม่ต้องจำ: ลองถามว่า “Gemini ทริปเชียงใหม่ปลายเดือนนี้ ฉันจองโรงแรมไว้ที่ไหน แล้วแถวนั้นมีร้านกาแฟแบบที่ฉันชอบไหม?” AI จะไปรื้อไฟล์ใน Gmail มาตอบ และไปดูรสนิยมร้านกาแฟจากที่คุณเคยหาใน Google Maps หรือ Search มาให้เสร็จสรรพ
- ช้อปปิ้งแบบรู้ใจ: ถ้าคุณกำลังมองหาโทรศัพท์ใหม่ แล้วเคยดูคลิปเปรียบเทียบใน YouTube มาบ้าง Gemini จะช่วยสรุปได้ว่า “จากที่คุณดูรีวิว iPhone กับ Samsung มาดูเหมือนคุณจะเน้นเรื่องกล้องซูม งั้นตัวเลือกนี้น่าจะเหมาะกับคุณที่สุด” (Business Insider)
- ขุดข้อมูลเก่าที่หาไม่เจอ: เคยไหม? จำได้ว่ามีรหัสการจองบางอย่างอยู่ในอีเมลเมื่อ 3 เดือนก่อน หรือรูปถ่ายที่มีเลขที่พัสดุ Gemini จะช่วย “Scan & Find” ให้ได้ไวกว่าเราไปนั่งเลื่อนหาเองใน Inbox หรืออัลบั้มรูปที่พันกว่ารูป
ความปลอดภัย: เปิดใช้ยังไง ปิดยังไง ไม่ให้หลอน?
หลายคนกังวลว่า “เฮ้ย แบบนี้ AI ก็เห็นความลับเราหมดสิ?” Google เลยแก้เกมด้วยระบบ Connected Apps ครับ ซึ่งเราสามารถควบคุมได้แบบละเอียดยิบ:
- เลือกเปิดเป็นรายแอป: ถ้าคุณอยากให้ AI ช่วยแค่งานเอกสาร ก็เปิดแค่ Google Drive กับ Gmail ก็พอ ไม่ต้องให้มันยุ่งกับ Google Photos
- เปิด-ปิดได้ตลอดเวลา: ถ้าวันไหนรู้สึกว่ามันเริ่มรู้เยอะเกินไป ก็แค่เข้าไปปิด Switch ในตั้งค่าได้ทันที (Google Help)
- จัดการประวัติ (Gemini Apps Activity): เราสามารถเข้าไปลบประวัติการคุย หรือตั้งค่าให้มันลบตัวเองโดยอัตโนมัติ (Auto-delete) ทุกๆ 3 หรือ 18 เดือนก็ได้ เพื่อไม่ให้มีข้อมูลเราค้างอยู่ในระบบนานเกินไป
ข้อควรระวัง: สิ่งที่สาย Privacy ต้องรู้
ถึงแม้จะสะดวกแค่ไหน แต่เราต้องไม่ลืมว่า AI ยังเป็นเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนา สิ่งที่ควรระวังคือ:
- ข้อมูลอ่อนไหว: ไม่แนะนำให้ถามหรือดึงข้อมูลเกี่ยวกับการเงิน รหัสผ่าน หรือเอกสารทางกฎหมายที่ซีเรียสเกินไปมาให้ AI จัดการ
- Human Reviewers: ในบางกรณี Google อาจมีการสุ่มตรวจข้อมูลโดย “คนจริง” เพื่อนำไปพัฒนา AI (แม้จะมีการปกปิดตัวตนแล้วก็ตาม) ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องที่เป็นความลับสุดยอด การปิดฟีเจอร์นี้ไว้ก่อนจะปลอดภัยที่สุด (Google Help)
ครได้ใช้แล้วบ้าง?
ตอนนี้ Personal Intelligence ยังอยู่ในช่วง Beta นะครับ โดยเริ่มเปิดให้ใช้งานในกลุ่มผู้ใช้ระดับพรีเมียม (เสียเงิน) ในสหรัฐฯ และบางประเทศก่อน ซึ่งจะค่อยๆ ทยอยเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปรวมถึงในไทยได้ลองใช้กันเร็วๆ นี้ ใครที่ยังไม่เห็นเมนู “Extensions” หรือ “Connected Apps” แบบใหม่ก็ไม่ต้องตกใจไปครับ (Business Insider)
สรุป: ทำไม Google ถึงยอมแลก?
ในมุมธุรกิจ นี่คือการสร้าง “Stickiness” หรือการทำให้คนเลิกใช้ Google ไม่ได้ เพราะ AI ของเจ้าอื่นอาจจะฉลาด แต่ไม่มีทางรู้ใจเราเท่า AI ที่เห็นชีวิตเราผ่านแอปที่ใช้ประจำ Google กำลังเปลี่ยนตัวเองจาก Search Engine มาเป็น Personal Assistant อย่างเต็มตัว
คำแนะนำจากผม: ถ้าฟีเจอร์นี้เข้าไทย แนะนำให้ลองเปิดใช้แค่แอปเดียวที่คุณคิดว่าจำเป็นที่สุดก่อน (เช่น Gmail) ลองดูว่ามันช่วยงานเราได้จริงไหม ถ้าเวิร์กค่อยขยับไปแอปอื่นครับ
FAQ: 3 คำถามยอดฮิต
- Q: Personal Intelligence ต่างจาก Gemini ปกติที่ใช้ตอนนี้ยังไง? A: Gemini ปกติจะฉลาดในวงจำกัด หรือรู้แค่สิ่งที่เราพิมพ์บอกมันไปตอนนั้น แต่ Personal Intelligence คือการ “ต่อท่อ” ข้อมูลจากแอปอื่นๆ ของ Google เช่น Gmail, Photos, YouTube มาเป็นฐานข้อมูลให้ Gemini คิดแทนเราได้แม่นยำขึ้น โดยที่เราไม่ต้องคอยป้อนข้อมูลใหม่ทุกรอบครับ
- Q: ถ้ากลัวเรื่องความเป็นส่วนตัว แต่อยากใช้บ้าง ต้องตั้งค่ายังไงให้เซฟที่สุด? A: แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ “เปิดเฉพาะจุด” ครับ เช่น เปิดเชื่อมต่อแค่ Gmail เพื่อสรุปงาน แต่ปิด Google Photos ไว้ถ้ามีรูปส่วนตัวเยอะ และที่สำคัญที่สุดคือต้องเข้าไปตั้งค่า Auto-delete ในหน้า Gemini Apps Activity ให้ลบข้อมูลทุก 3 เดือน เพื่อลดรอยเท้าดิจิทัลของเราครับ
- Q: ข้อมูลที่เราให้ Gemini เข้าถึง จะถูกเอาไปใช้ยิงโฆษณาใส่เราไหม? A: ตามนโยบายปัจจุบันของ Google ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลใน Gemini สำหรับฟีเจอร์ Personal Intelligence นี้จะถูกแยกส่วนออกจากการใช้เพื่อโฆษณาครับ อย่างไรก็ตาม การที่เรา “ยอมรับ” (Opt-in) หมายถึงเราอนุญาตให้ AI เรียนรู้บริบทเพื่อตอบคำถามเรา แต่เพื่อความสบายใจที่สุด ควรหมั่นเข้าไปเช็กนโยบายความเป็นส่วนตัวในหน้า Google Help บ่อยๆ ครับ


