ถ้าใครที่ตามข่าวสาย VR หรือคลุกคลีอยู่ในโลก Metaverse ช่วงนี้ น่าจะรู้สึกเหมือนโดน “ตบให้ตื่น” กันระนาวเลยครับ เพราะล่าสุดยักษ์ใหญ่อย่าง Meta ภายใต้การนำของ Mark Zuckerberg เดินหน้าหั่นงบประมาณและลดขนาดทีม Reality Labs อีกระลอกใหญ่ แต่รอบนี้มันไม่ได้จบแค่การเลิกจ้างพนักงานทั่วไป เพราะพี่แกเล่นสั่ง “ปิดสตูดิโอสร้างเกม VR” ระดับแถวหน้าไปถึง 3 แห่งรวด!
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องการขาดทุนธรรมดา แต่มันคือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า “Metaverse แบบเดิม” ที่เราเคยฝันหวานว่าต้องใส่เฮดเซ็ตหนักๆ ตลอดเวลา กำลังถูกลดความสำคัญลง เพื่อหลีกทางให้โปรเจกต์ Wearables หรืออุปกรณ์สวมใส่ที่เข้าถึงชีวิตประจำวันคนได้มากกว่า
เปิดโผ 3 สตูดิโอ “ตัวตึง” ที่ต้องอำลาวงการ
สตูดิโอที่โดนสั่งปิดในรอบนี้ขอบอกเลยว่าไม่ใช่ “โนเนม” แต่ละที่คือทีมที่สร้างชื่อและเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้คนยอมควักเงินซื้อแว่น Quest มาใส่ทั้งนั้นครับ:
- Twisted Pixel Games: ทีมเบื้องหลังความเกรียนที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักอย่าง Marvel’s Deadpool VR ทีมนี้โดดเด่นเรื่องการทำเกมที่มีสไตล์และเนื้อหาเฉพาะตัวมาก
- Sanzaru Games: นี่คือทีมที่สร้างผลงานระดับ Masterpiece อย่างซีรีส์ Asgard’s Wrath ซึ่งเป็นหนึ่งในเกม VR ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ระดับ AAA ของจริง)
- Armature Studio: ทีมงานมือทองที่โชว์ฝีมือในการพอร์ตเกมในตำนานอย่าง Resident Evil 4 VR ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจบนแว่น VR
การปิดทีมระดับ “แม่ทัพ” แบบนี้ทำให้แฟนเกมทั่วโลกเกิดคำถามใหญ่ว่า “แล้วอนาคตของเกมฟอร์มยักษ์บน VR จะไปทางไหน?” เพราะถ้าคนทำเกมเก่งๆ ยังโดนยุบ แล้วสตูดิโออิสระที่ไหนจะกล้าทุ่มงบทำเกมระดับสิบล้านร้อยล้านเหรียญลงมาในตลาดนี้อีกล่ะครับ
ทำไมต้องหั่น? เจาะลึกตัวเลข “ขาดทุน” ที่มหาศาลเกินต้าน
ถ้าถามว่าทำไม Meta ถึงต้องใจร้ายขนาดนี้ คำตอบเดียวคือ “ตัวเลขในบัญชีมันไม่โกหกใคร” ครับ แม้ Mark จะมีความฝันอันยิ่งใหญ่ แต่ในโลกของธุรกิจ รายจ่ายที่มากกว่ารายได้แบบกู่ไม่กลับมันคือวิกฤต
จากข้อมูลที่ Meta ยื่นต่อ SEC ระบุว่าการลงทุนในหน่วยงาน Reality Labs (ซึ่งดูแลเรื่อง VR/AR โดยตรง) ทำให้กำไรจากการดำเนินงานของปี 2024 ลดลงฮวบฮาบถึง 17.73 พันล้านดอลลาร์ และสถานการณ์ในปี 2025 ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 มีรายงานว่าขาดทุนสะสมไปแล้วอีกกว่า 13.171 พันล้านดอลลาร์
ถ้านับรวมๆ ตั้งแต่ปี 2020 มาจนถึงปัจจุบัน Reuters ประเมินว่า Meta “เผาเงิน” ไปกับความฝัน Metaverse นี้ไปแล้วมากกว่า 60 พันล้านดอลลาร์! (ลองคูณเป็นเงินไทยดูครับ ตัวเลขมันมหาศาลจนน่าใจหาย) เมื่อต้องแบกรับการขาดทุนที่หนักหน่วงขนาดนี้ การตัดสินใจ “ตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต” จึงเป็นทางออกที่นักลงทุนในตลาดหุ้นต้องการเห็นมากที่สุด
สัญญาณการขยับตัว: จากโลกเสมือน (VR) สู่แว่นอัจฉริยะ (Wearables)
แต่เดี๋ยวก่อน! ข่าวนี้ไม่ได้แปลว่า Meta จะเลิกทำ Metaverse นะครับ แค่เขากำลัง “เปลี่ยนวิธีเล่น” ใหม่ จากเดิมที่เน้นให้เราเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนแบบตัดขาดจากโลกภายนอก (VR-First) ตอนนี้เขากำลังย้ายเงินทุนไปลงกับ Wearables หรืออุปกรณ์ที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น แว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) ที่ทำงานร่วมกับ AI
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
- ใช้งานง่ายกว่า: คนทั่วไปถนัดใส่แว่นธรรมดามากกว่าการแบกเฮดเซ็ตอันใหญ่ๆ ไว้บนหัว
- เชื่อมต่อมือถือได้: Meta กำลังเน้นสร้างประสบการณ์ Metaverse ที่เริ่มได้จากหน้าจอมือถือ แล้วค่อยๆ ขยับไปสู่แว่นตา ทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น (Low Friction)
- ตลาดใหญ่กว่า: แว่นอัจฉริยะสามารถใช้ถ่ายรูป, รับสาย, คุยกับ AI ได้ทุกที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ “Mainstream” มากกว่าการเล่นเกม VR ในห้องมืดๆ
ชะตากรรมของชาว Quest และอนาคตของนักพัฒนา
สำหรับคนที่ถือแว่น Quest อยู่ในมือ หรือเป็นแฟนพันธุ์แท้ VR ผมมองว่าสถานการณ์หลังจากนี้จะเปลี่ยนไปใน 3 ทิศทางหลักๆ ครับ:
- เกมเก่าอยู่รอด เกมใหม่ต้องรอลุ้น: เกมที่วางขายไปแล้วจะยังอยู่ดีครับ ไม่ได้หายไปไหน เพราะลิขสิทธิ์และการบริการยังต้องดำเนินต่อ แต่พวก “ภาคต่อ” หรือโปรเจกต์ลับที่กำลังพัฒนาอยู่อาจถูกระงับ หรือโยกไปให้ทีมอื่นที่ยังเหลืออยู่ทำแทน ซึ่งอาจจะใช้เวลานานขึ้น
- ยุคของ Third-Party: เมื่อ Meta เริ่มลดบทบาทในการสร้างเกมเอง (First-Party) เขาจะต้องหันไปง้อและสนับสนุนค่ายเกมภายนอก (Ubisoft, Capcom หรือค่ายอินดี้) ให้มาทำเกมลงแพลตฟอร์มมากขึ้น เราอาจเห็นโปรโมชันหรือทุนสนับสนุนรูปแบบใหม่ๆ ออกมา
- จาก VR สู่ Mixed Reality (MR): สังเกตได้ว่าช่วงหลัง Meta พยายามดันฟีเจอร์ Passthrough (การมองเห็นโลกภายนอกผ่านแว่น) มากขึ้น เพื่อให้มันสอดคล้องกับทิศทาง Wearables ของบริษัทในอนาคต
บทสรุป: ความฝันไม่ได้พัง แค่ตั้งเป้าใหม่ให้ “จับต้องได้”
การปิด 3 สตูดิโอในครั้งนี้ คือบทเรียนราคาแพงของวงการเทคโนโลยีที่พิสูจน์ว่า แม้จะมีเงินมหาศาลแค่ไหน แต่ถ้าเทคโนโลยีนั้นยังเข้าไม่ถึง “พฤติกรรมจริง” ของคนหมู่มาก มันก็ยากที่จะอยู่รอดในระยะยาว
Meta กำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ “เน้นความจริงใจต่อผู้ถือหุ้น” มากขึ้น ลดความเพ้อฝันที่ต้องใช้เงินเผาทิ้งมหาศาล แล้วหันมาทำอุปกรณ์ที่คนอยาก “หยิบมาสวม” ทุกเช้าก่อนออกจากบ้านแทน ในมุมธุรกิจมันคือการตัดสินใจที่ฉลาดมาก แต่ในมุมของคอเกม VR มันก็อดที่จะรู้สึกเสียดายสตูดิโอเก่งๆ เหล่านี้ไม่ได้จริงๆ ครับ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปิดสตูดิโอของ Meta
1. สตูดิโอไหนบ้างที่โดนปิด และมีผลงานเด่นอะไร? สตูดิโอที่โดนปิดในรอบนี้มี 3 แห่งคือ Twisted Pixel Games (Marvel’s Deadpool VR), Sanzaru Games (Asgard’s Wrath) และ Armature Studio (Resident Evil 4 VR) ซึ่งล้วนแต่เป็นทีมพัฒนาที่มีผลงานระดับยอดเยี่ยมบนแพลตฟอร์ม Quest ทั้งสิ้น
2. Meta จะเลิกทำแว่น Quest หรือทิ้ง Metaverse แล้วใช่ไหม? ยังไม่เลิกครับ แต่ Meta กำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์ (Pivot) จากเดิมที่เน้น VR-First ไปเป็นแนวทางที่เข้าถึงได้ผ่านอุปกรณ์หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะ Wearables (แว่นอัจฉริยะ) และ Mobile ประสบการณ์ Metaverse จะเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกเสมือนอย่างเดียว
3. ทำไม Meta ถึงยอมปิดทีมพัฒนาเกมระดับท็อปแบบนี้? สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงินของหน่วย Reality Labs ที่ขาดทุนสะสมมหาศาล (กว่า 60 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2020) การลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ใช้เวลานานกว่าจะคุ้มทุนอย่างการพัฒนาเกมใหญ่ๆ แล้วนำงบไปลงกับส่วนที่ตลาดกำลังให้ความสนใจอย่าง AI และ Wearables จึงเป็นทางเลือกที่บริษัทมองว่าคุ้มค่ากว่าในปัจจุบัน


