การ IPO ของ SpaceX กลายเป็นหนึ่งในดีลที่ถูกจับตามองมากที่สุดในโลกเทคโนโลยีและการเงิน เพราะนี่ไม่ใช่แค่บริษัทจรวดที่กำลังจะเข้าตลาดหุ้น แต่เป็นบริษัทที่รวมหลายความฝันใหญ่ของ Elon Musk ไว้ด้วยกัน ทั้งจรวด Starship, อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink, โครงการไป Mars และล่าสุดยังมีการควบรวมกิจการกับ xAI บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ของเขาเข้ามาเกี่ยวด้วย ยิ่งทำให้มูลค่าของดีลนี้พุ่งสูงขึ้นไปอีก
ประเด็นที่ TechCrunch ตั้งคำถามไว้น่าสนใจมากว่า “ใครจะได้ประโยชน์มากที่สุดจาก SpaceX IPO?” คำตอบแบบตรง ๆ คือ Elon Musk น่าจะเป็นผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด และตามมาด้วยคนในวงใน ผู้ถือหุ้นเดิม ผู้บริหาร นักลงทุนยุคแรก และบางส่วนของเครือข่ายธุรกิจที่อยู่ใกล้ Musk มากกว่านักลงทุนรายย่อยทั่วไป (TechCrunch)
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า IPO หรือ Initial Public Offering คือการที่บริษัทเอกชนนำหุ้นออกขายให้สาธารณะเป็นครั้งแรก เมื่อบริษัทระดับ SpaceX เข้าตลาด มูลค่าของหุ้นเดิมที่เคยถือกันเฉพาะในวงปิดก็จะถูกตีราคาใหม่ในตลาดสาธารณะ และนั่นคือจุดที่ทำให้เจ้าของหุ้นเดิมอาจเห็นความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
จากข้อมูลของ Reuters ระบุว่า SpaceX ตั้งเป้าระดมทุนประมาณ 75,000 ล้านดอลลาร์ และอาจมีมูลค่าบริษัทพุ่งทะยานไปใกล้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.75 ถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์) ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงจะเป็นการทำลายสถิติและกลายเป็นหนึ่งใน IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก (Reuters) ตัวเลขระดับนี้ทำให้ SpaceX ไม่ใช่แค่หุ้นเทคโนโลยีทั่วไป แต่เป็นสินทรัพย์ระดับเมกะโปรเจกต์ที่อาจเปลี่ยนภาพรวมตลาดทุนและระบบนิเวศการเงินโลกไปเลย
คนที่ได้ประโยชน์ชัดที่สุดคือ Elon Musk เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้ก่อตั้ง แต่ยังเป็น CEO, Chief Technical Officer และ Chairman ของ SpaceX หลัง IPO ด้วย โครงสร้างนี้หมายความว่า Musk ไม่ได้มีอิทธิพลแค่ด้านภาพลักษณ์หรือวิสัยทัศน์ แต่ยังควบคุมทิศทางบริษัทในระดับบริหารและบอร์ดอย่างเบ็ดเสร็จ (SEC) ยิ่งไปกว่านั้น ดีลนี้ยังอาจส่งให้เขากลายเป็น “เศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” (Trillionaire) คนแรกของโลกจากมูลค่าสินทรัพย์ที่กระโดดขึ้นอย่างมหาศาล
ที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่อง “อำนาจโหวต” Reuters รายงานว่า Musk จะถืออำนาจโหวตรวมสูงถึงประมาณ 85.1% ผ่านโครงสร้างหุ้นแบบ dual-class โดยหุ้น Class B ที่เขาและกลุ่มวงในถือครองมีสิทธิออกเสียงถึง 10 เสียงต่อหุ้น ขณะที่หุ้น Class A ที่จะนำมาแบ่งขายให้ประชาชนทั่วไปมีเพียง 1 เสียงต่อหุ้นเท่านั้น (Reuters) แปลง่าย ๆ คือ ต่อให้นักลงทุนทั่วไปซื้อหุ้น SpaceX หลัง IPO รวมกันเป็นจำนวนมากมายมหาศาลแค่ไหน ก็แทบไม่มีอำนาจหรือสิทธิ์มีเสียงในการเปลี่ยนทิศทางบริษัทเมื่อเทียบกับ Musk และกลุ่มผู้ถือหุ้นวงในเลย
นี่คือเหตุผลว่าทำไม IPO ครั้งนี้จึงอาจเป็นประโยชน์ต่อ Elon มากกว่านักลงทุนทั่วไป เพราะเขาอาจได้ทั้งมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น สภาพคล่องของหุ้นที่ชัดขึ้น และยังคงอำนาจควบคุมบริษัทไว้เกือบทั้งหมด ในมุมหนึ่งนี่คือโครงสร้างที่ทำให้ SpaceX เดินตามวิสัยทัศน์ระยะยาว (เช่น การตั้งรกรากบนดาวอังคาร หรือการสร้างดาต้าเซนเตอร์ในอวกาศ) ได้โดยไม่ต้องกังวลกับแรงกดดันระยะสั้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อยมากนัก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้นักลงทุนทั่วไปแทบไม่มีปากมีเสียงใด ๆ ในบริษัทเลย
กลุ่มถัดมาที่น่าจะได้ประโยชน์คือ “inner circle” หรือคนใกล้ตัว Musk ซึ่งรวมถึงผู้บริหารระดับสูง กรรมการ ผู้ถือหุ้นเดิม นักลงทุนระยะแรก และบุคคลหรือกองทุนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเครือข่ายธุรกิจของ Musk มาก่อน Reuters ระบุว่าโครงสร้างการกำกับดูแลของ SpaceX ทำให้อำนาจกระจุกอยู่กับ Musk และ insiders บางกลุ่ม ขณะที่สิทธิของผู้ถือหุ้นทั่วไปถูกจำกัดมากกว่าบริษัทมหาชนทั่วไป (Reuters)
ผู้ถือหุ้นเดิมของ SpaceX ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์มาก เพราะหุ้นที่เคยซื้อหรือได้รับในช่วงที่บริษัทยังเป็นเอกชน (รวมถึงพนักงานที่ถือหุ้นจำกัด) อาจมีมูลค่าสูงขึ้นมหาศาลเมื่อเข้าตลาด หาก SpaceX เปิดซื้อขายด้วยมูลค่าที่สูงตามเป้า คนกลุ่มนี้อาจมีโอกาสขายหุ้นบางส่วน ทำกำไร หรือใช้หุ้นเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่มีสภาพคล่องสูงได้ง่ายขึ้นอย่างมาก
นอกจากนี้ ธนาคารวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของ Wall Street ที่ทำหน้าที่จัดการและค้ำประกันการจำหน่ายหุ้น IPO (Bookrunners) เช่น Goldman Sachs, Morgan Stanley, Bank of America, Citigroup และ JP Morgan ก็เป็นผู้ชนะอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะดีลระดับประวัติศาสตร์ขนาดนี้มักมาพร้อมค่าธรรมเนียมก้อนโตมหาศาล Reuters ระบุว่าธนาคารที่นำดีล IPO ของ SpaceX มีโอกาสได้รับค่าธรรมเนียมก้อนใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเงิน หากการเสนอขายสำเร็จตามขนาดที่ตั้งเป้าไว้ (Reuters)
แต่ฝั่งนักลงทุนรายย่อย เรื่องนี้ต้องมองด้วยความระวัง แม้ SpaceX จะเป็นบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่งมาก และมีธุรกิจ Starlink ที่ทำรายได้และกำไรได้อย่างงดงาม (โดยเซกเมนต์การเชื่อมต่อนี้ทำรายได้ไปกว่า 11,400 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา) แต่การ IPO ไม่ได้แปลว่าทุกคนที่กระโดดเข้าใส่จะได้กำไรทันที นักลงทุนรายย่อยอาจได้เข้าซื้อในวันที่ราคาถูกตั้งไว้สูงเกินไปแล้ว (Premium Price) โดยนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าราคาเสนอขายนี้อาจสะท้อนความคาดหวังในอนาคตไปล่วงหน้าหลายสิบปี และนักลงทุนยังต้องยอมรับด้วยว่าอำนาจควบคุมบริษัทแทบไม่ได้อยู่ในมือผู้ถือหุ้นสาธารณะเลย
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ SpaceX ไม่ได้เป็นแค่บริษัทจรวดหรือดาวเทียมอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป หลังจากมีการควบรวมกิจการแบบ All-stock กับ xAI ไปเมื่อต้นปี ต้นทุนและการลงทุนของบริษัทก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ท้าทายขึ้นมาก เอกสารชี้ชวน (Prospectus) เผยให้เห็นว่า SpaceX กำลังทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ไปกับโครงสร้างพื้นฐาน AI และดาต้าเซนเตอร์ ซึ่งในไตรมาสแรกธุรกิจฝั่ง AI และการพัฒนาขีดความสามารถใหม่ ๆ นี้กินงบลงทุน (Capital Expenditure) ไปจำนวนมหาศาล และส่งผลให้ภาพรวมของบริษัทในไตรมาสแรกยังคงมีตัวเลขขาดทุนสุทธิอยู่ หมายความว่า นักลงทุนที่ซื้อหุ้น SpaceX ในวันนี้ ไม่ได้ซื้อแค่เรื่องวิศวกรรมอวกาศ แต่กำลังซื้อแพ็กเกจธุรกิจขนาดใหญ่ที่ผสมระหว่างดาวเทียม จรวด โครงสร้างพื้นฐาน AI และวิสัยทัศน์ระยะยาวแบบสุดโต่งที่ต้องใช้เงินทุนต่อเนื่องอีกยาวนาน
ในแง่ภาพลักษณ์ SpaceX IPO อาจทำให้ Elon Musk กลับมาอยู่ใจกลางเวทีการเงินโลกอย่างโดดเด่นอีกครั้ง เพราะถ้าตลาดให้มูลค่า SpaceX สูงทะลุเพดาน มูลค่าทรัพย์สินของ Musk ก็จะทิ้งห่างมหาเศรษฐีคนอื่น ๆ ไปไกล และยังช่วยตอกย้ำว่า “Musk economy” หรือระบบเศรษฐกิจและกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น ทั้ง Tesla, SpaceX, X (Twitterเดิม) และ xAI มีอิทธิพลอย่างเบ็ดเสร็จต่อทั้งวงการเทคโนโลยี ตลาดทุน และอนาคตของหลายอุตสาหกรรมหลัก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนควรคิดให้ดีคือ การลงทุนใน SpaceX หลัง IPO อาจไม่ใช่การลงทุนในบริษัทที่มีธรรมาภิบาลและการคานอำนาจแบบมาตรฐานทั่วไป แต่เป็นการลงทุนในบริษัทที่ผูกกับตัวตน วิสัยทัศน์ และความเสี่ยงของ Elon Musk อย่างแท้จริง ถ้าคุณเชื่อมั่นในตัว Musk แบบไร้เงื่อนไขและพร้อมจะถือหุ้นไปยาว ๆ 20-30 ปี นี่อาจมองเป็นโอกาสครั้งใหญ่ในชีวิต แต่ถ้าคุณกังวลเรื่องการบริหารงานที่ขึ้นกับคน ๆ เดียว หรือโครงสร้างอำนาจโหวตที่กระจุกตัวมากเกินไปจนไม่เห็นหัวรายย่อย นี่ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนให้ถอยออกมาดูเชิงก่อนเช่นกัน
สรุปแล้ว ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจาก SpaceX IPO หนีไม่พ้น Elon Musk เพราะเขาได้ทั้งมูลค่าหุ้นที่อาจพุ่งทะยานสู่ตำแหน่งเศรษฐีล้านล้านคนแรก ได้สภาพคล่องทางการเงิน และยังรักษาอำนาจควบคุมที่แข็งแกร่งไว้ได้เช่นเดิม ส่วนคนใกล้ตัว ผู้ถือหุ้นเดิม ผู้บริหาร นักลงทุนยุคแรก และกลุ่มธนาคารที่จัดดีล ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนและค่าฟีก้อนโตเช่นกัน ขณะที่นักลงทุนรายย่อย แม้จะได้โอกาสถือหุ้นบริษัทประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ต้องยอมรับความจริงที่ว่า อำนาจในการกำหนดทิศทางและอนาคตของบริษัทนั้น… แทบไม่ได้อยู่ในมือของตัวเองเลย
FAQ
1. หุ้นคู่แข่งของ SpaceX ในตลาด IPO ช่วงนี้มีบริษัทไหนบ้าง?
ในปีนี้ไม่ได้มีแค่ SpaceX เท่านั้นที่ตบเท้าเข้าตลาดหุ้น แต่ในไฟลิ่งและหนังสือชี้ชวนระบุว่ามีบริษัทเทคโนโลยีและ AI ยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI และ Anthropic ที่เตรียมจะ IPO ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันด้วย ซึ่งถือเป็นยุคทองของหุ้นบิ๊กเทคและ AI ที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองเพื่อเปรียบเทียบมูลค่าและความคุ้มค่าในการลงทุน
2. การควบรวมกับ xAI ส่งผลต่อโครงสร้างธุรกิจของ SpaceX หลัง IPO อย่างไร?
การควบรวมกิจการทำให้ SpaceX เปลี่ยนผ่านจากบริษัทขนส่งอวกาศและดาวเทียม ไปสู่การเป็นยักษ์ใหญ่ด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานระดับโครงข่าย (Space-based AI Data Centers) โดยเม็ดเงินที่ได้จากการ IPO ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปลงกับระบบประมวลผลและการพัฒนา AI ซึ่งแม้จะมีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต แต่ก็ทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายและการขาดทุนในระยะสั้นเพิ่มขึ้น ซึ่งนักลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงร่วมไปด้วย
3. นักลงทุนรายย่อยไทยจะมีโอกาสเข้าถึงหุ้น SpaceX IPO ได้อย่างไรบ้าง?
เนื่องจาก SpaceX มีแผนจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ของสหรัฐฯ นักลงทุนรายย่อยในไทยจึงสามารถเข้าถึงได้ผ่านแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มโบรกเกอร์ไทยที่มีบริการเปิดพอร์ตลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยตรง หรือรอลงทุนผ่านกองทุนรวม (Mutual Funds) และ ETF ที่เน้นหุ้นกลุ่มนวัตกรรมอวกาศและเทคโนโลยีที่มีนโยบายเข้าซื้อหุ้นตัวนี้หลังตลาดเปิดทำการซื้อขาย


