ช่วงต้นปี 2026 นี้ สงครามการค้าโลกกลับมาเดือดทะลุปรอทอีกครั้งครับ และรอบนี้ “แจ็กพอต” ไปตกอยู่ที่เพื่อนบ้านที่ดูเหมือนจะซี้กันที่สุดอย่าง Canada เมื่อประธานาธิบดี Donald Trump ออกโรงโพสต์ผ่านโซเชียลขู่ชัดๆ ว่า ถ้า Canada ยังดึงดันจะทำข้อตกลงการค้ากับ China เมื่อไหร่ เตรียมเจอภาษีนำเข้า (Tariff) สินค้าทุกรายการพุ่งไปที่ 100% ทันที!
คำขู่นี้ไม่ใช่แค่การขู่เล่นๆ ในโซเชียลนะครับ เพราะมันเดิมพันด้วยห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งทวีป เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และแคนาดานั้นผูกกันแน่นแบบแยกไม่ออก ตั้งแต่อุตสาหกรรมรถยนต์ที่ชิ้นส่วนวิ่งข้ามพรมแดนไปมาวันละหลายรอบ ไปจนถึงพลังงานและอาหารที่คนอเมริกันต้องกินต้องใช้ทุกวัน
เปิดไพ่ Mark Carney: “เราไม่มีแผนทำ FTA กับจีน!”
ฝั่งแคนาดาโดยนายกรัฐมนตรี Mark Carney (อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษที่ตอนนี้มานั่งเก้าอี้ผู้นำ) ก็รีบออกมาสยบข่าวลือทันควันครับ โดยย้ำว่าแคนาดา “ไม่มีแผน” จะทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับ China อย่างที่ถูกกล่าวหา สิ่งที่แคนาดาทำไปล่าสุดคือการเจรจาเพื่อ “ปรับลดภาษีบางรายการ” เพื่อแก้ปัญหาความตึงเครียดทางการค้าเท่านั้น เช่น การลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนเหลือ 6.1% (แลกกับการที่จีนยอมเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้แคนาดา) ไม่ใช่การเปิดประตูบ้านให้สินค้าจีนไหลทะลักเข้ามาอย่างที่ Trump กังวล
ทำไมภาษี 100% ถึงเป็น “ระเบิดนิวเคลียร์” ทางเศรษฐกิจ?
ถ้า Trump สั่งเก็บภาษี 100% จริงๆ ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ทำให้ของแพงขึ้นเฉยๆ แต่มันคือการ “ตัดขาด” ความสัมพันธ์ทางการค้าครับ:
- ของแพงขึ้นเท่าตัว: นึกภาพน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติที่ส่งจากแคนาดาไปสหรัฐฯ (ซึ่งสหรัฐฯ พึ่งพามากถึง 60-80%) ราคาพุ่งขึ้น 100% ในชั่วข้ามคืน คนอเมริกันเดือดร้อนแน่นอน
- โรงงานหยุดชะงัก: รถยนต์ 1 คันอาจต้องประกอบในฝั่งแคนาดาแล้วส่งกลับมาทำต่อในสหรัฐฯ ถ้าต้องเสียภาษีทุกรอบที่ข้ามพรมแดน ต้นทุนรถจะพุ่งจนไม่มีใครซื้อไหว
- การเมืองเรื่อง “Drop Off Port”: Trump กลัวว่าแคนาดาจะเป็น “ประตูหลัง” ให้จีนเอาสินค้ามาลงแล้วเนียนส่งเข้าสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงภาษี นี่คือจุดที่ทำให้เขาเดือดที่สุด
ส่องทางออกผ่านกรอบ USMCA
โชคดีที่ทั้งสองประเทศยังมีข้อตกลง USMCA (United States-Mexico-Canada Agreement) คุ้มกะลาหัวอยู่ครับ ซึ่งในปี 2026 นี้กำลังจะมีการทบทวนข้อตกลงครั้งใหญ่ (Review 2026)
- การระงับข้อพิพาท: แคนาดาสามารถฟ้องร้องผ่านคณะอนุญาโตตุลาการตามระบบได้ ไม่ต้องรอให้โดนภาษีฟรีๆ
- เงื่อนไข Non-Market Economy: ในข้อตกลง USMCA มีระบุไว้ว่าถ้าใครจะไปดีลกับ “เศรษฐกิจนอกตลาด” (อย่างจีน) ต้องแจ้งเพื่อนสมาชิกก่อน ซึ่งแคนาดาก็ใช้จุดนี้มายันว่าเขายังทำตามกติกาอยู่
ถ้าสถานการณ์บานปลาย… ใครจะเจ็บหนักสุด?
- ผู้บริโภคชาวอเมริกัน: ต้องรับภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และค่าวัสดุก่อสร้าง (ไม้จากแคนาดา)
- เกษตรกรแคนาดา: เสี่ยงเสียตลาดส่งออกเบอร์ 1 อย่างสหรัฐฯ ไปทันที
- ตลาดหุ้นและค่าเงิน: ค่าเงิน CAD (ดอลลาร์แคนาดา) อาจจะผันผวนหนักจนนักลงทุนเผ่นหนี
สรุปเทรนด์ที่ต้องจับตา: เกมนี้คือการ “ลองของ” ระหว่างสไตล์การทูตแบบนักเลงของ Trump กับสไตล์นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญของ Carney สิ่งที่ควรติดตามต่อคือ แคนาดาจะงัดมาตรการ “Buy Canadian” ออกมาตอบโต้เข้มข้นแค่ไหน และสหรัฐฯ จะยอมถอยจากคำขู่ 100% มาเป็นการเจรจาปรับเงื่อนไข USMCA แทนหรือไม่
FAQ: 3 เรื่องต้องรู้เรื่องภาษี Trump vs Canada
1. ภาษี 100% คืออะไร ใครต้องเป็นคนควักกระเป๋าจ่าย? ตอบ: คือภาษีศุลกากรที่เก็บเพิ่มจากราคาสินค้าตอนนำเข้าครับ คนที่จ่ายคนแรกคือ “ผู้นำเข้า” (บริษัทในสหรัฐฯ) แต่สุดท้ายบริษัทเหล่านั้นก็จะบวกราคาเพิ่มไปที่ผู้บริโภค ดังนั้นคนจ่ายจริงๆ คือ “เรา” ที่เป็นคนซื้อของครับ
2. แคนาดาทำ FTA กับจีนได้จริงไหม ในเมื่อมีสัญญา USMCA ค้ำคออยู่? ตอบ: ในทางทฤษฎีคือทำได้ครับ แต่ทางปฏิบัติทำยากมาก เพราะ USMCA มีมาตราที่อนุญาตให้สมาชิกคนอื่น (เช่น สหรัฐฯ หรือเม็กซิโก) ขอยกเลิกสัญญาและทำเป็นสัญญาแบบทวิภาคีแทนได้หากมีใครไปดีลกับประเทศ Non-market economy อย่างจีน ซึ่ง Carney ก็รู้จุดนี้ดีถึงได้ย้ำว่า “ไม่ได้จะทำ FTA” แค่คุยเป็นเรื่องๆ ไป
3. สินค้าประเภทไหนที่จะโดนกระทบหนักที่สุดหากเกิดสงครามภาษี? ตอบ: กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ (Automotive) มาเป็นอันดับหนึ่งครับ ตามมาด้วยพลังงาน (น้ำมัน/ก๊าซ), เหล็กและอลูมิเนียม และสินค้าเกษตรพื้นฐานอย่างน้ำมันคาโนลาและไม้แปรรูป ซึ่งทั้งหมดนี้คือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจแคนาดา


