ถ้าใครตามข่าววงการเทคโนโลยีและการเมืองสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี 2026 นี้ น่าจะไม่มีข่าวไหน “พีค” ไปกว่าเรื่องที่ Trump administration เข้ามาเป็นตัวกลาง (broker) ในการปิดดีลประวัติศาสตร์ของ TikTok ในอเมริกาอีกแล้วครับ แถมยังมีตัวเลขที่หลุดออกมาทำเอาตาค้างกันทั้งวงการ เพราะมีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจได้รับเงินสูงถึง 10 billion ดอลลาร์ หรือประมาณ 3.5 แสนล้านบาท! จากดีลนี้เพียงดีลเดียว เรื่องนี้เลยกลายเป็นประเด็นร้อนที่คนอเมริกันกำลังเถียงกันไฟลุกว่า “เห้ย! ทำแบบนี้ก็ได้เหรอ?”
ทำไม TikTok ถึงต้องยอมแปลงร่างเป็นบริษัทอเมริกัน?
ต้องย้อนกลับไปนิดนึงว่า TikTok ตกเป็นเป้าเรื่อง “ความมั่นคงระดับชาติ” ของสหรัฐฯ มานานหลายปีแล้วครับ ฝั่งนักการเมืองเขากลัวว่า ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่จากจีน จะเอาข้อมูลผู้ใช้อเมริกันกว่า 200 ล้านคนไปส่งต่อให้รัฐบาลจีน หรืออาจจะใช้ “อัลกอริทึม” มาปั่นกระแสป่วนสังคมในบ้านเขา จนในที่สุดเรื่องมันก็เดินมาถึงจุดที่ว่า “ถ้าไม่ขายกิจการในสหรัฐฯ ให้คนอเมริกัน ก็ต้องโดนแบนถาวร”
จนกระทั่งในเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา ดีลนี้ก็ปิดจบลงด้วยการตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่า TikTok USDS Joint Venture LLC ครับ โดยโครงสร้างใหม่นี้เน้นความเป็นอเมริกันแบบสุดตัว คือมีกลุ่มทุนฝั่งอเมริกาถือหุ้นใหญ่ (Majority American-owned) ส่วน ByteDance ยอมลดบทบาทลงมาถือหุ้นเหลือเพียง 19.9% เท่านั้น เพื่อให้แอปยังเดินหน้าต่อได้โดยไม่โดนสั่งปิดครับ
ส่องกลุ่มทุนที่เข้ามารับช่วงต่อ
กลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาแจมในดีลนี้ไม่ใช่ไก่กาที่ไหน แต่เป็นยักษ์ใหญ่ที่เราคุ้นชื่อกันดีอย่าง Oracle, Silver Lake และ MGX (กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากอาบูดาบีที่ช่วงนี้สนิทกับฝั่งสหรัฐฯ มาก) โดยเฉพาะ Oracle ของคุณ Larry Ellison ที่นอกจากจะเป็นผู้ดูแลระบบคลาวด์และเก็บข้อมูลผู้ใช้อเมริกันทั้งหมดแล้ว ยังมีรายงานว่าได้ถือหุ้นในบริษัทใหม่นี้มูลค่ากว่า 2 billion ดอลลาร์ อีกด้วยครับ
เงิน 10 billion ดอลลาร์… ค่าอะไรกันแน่?
จุดที่เป็นประเด็นดราม่าที่สุดคือรายงานจากสื่อระดับโลกอย่าง Reuters, The Wall Street Journal และ The Verge ที่ระบุตรงกันว่า รัฐบาลของ Trump จะได้รับ “ค่าธรรมเนียม” (fee) หรือบางคนก็เรียกว่า “ค่าอำนวยความสะดวก” ในฐานะตัวกลางการเจรจา (broker) รวมแล้วกว่า 10 billion ดอลลาร์
มีข้อมูลระบุว่าเงินงวดแรกจำนวน 2.5 billion ดอลลาร์ ได้ถูกจ่ายเข้ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ (Treasury Department) ไปแล้วตั้งแต่ตอนจบดีลในเดือนมกราคม 2026 และที่เหลือจะค่อยๆ ทยอยจ่ายจนครบครับ ความน่าตกใจอยู่ตรงที่มูลค่ารวมของบริษัท TikTok ในสหรัฐฯ ตอนนี้ถูกประเมินไว้ที่ประมาณ 14 billion ดอลลาร์ นั่นหมายความว่าเงินที่รัฐบาลเรียกเก็บไปนั้น คิดเป็นเกือบ 70% ของมูลค่าดีลเลยทีเดียว! ซึ่งในโลกธุรกิจปกติ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐบาลจะมาเรียกเก็บค่าธรรมเนียมโหดระดับนี้จากการซื้อขายของเอกชน
ผลกระทบต่อผู้ใช้งานและวงการเทค
ในมุมเราๆ ที่เป็นคนเล่น TikTok ทุกวัน ในระยะสั้นอาจจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงมากนักครับ แอปยังเล่นได้เหมือนเดิม ฟีเจอร์ยังครบ แต่ในอนาคตสิ่งที่เปลี่ยนไปแน่ๆ คือ “การกำกับดูแล” ครับ
- Data Security: ข้อมูลคนอเมริกันจะถูกเก็บในเซิร์ฟเวอร์ของ Oracle 100%
- Algorithm: จะมีการ “Re-train” หรือฝึกฝนอัลกอริทึมใหม่ภายใต้การดูแลของบริษัทใหม่ในสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากภายนอก
- Business Model: การที่รัฐบาลเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียขนาดนี้ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ (New Normal) ที่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่อื่นๆ ต้องระวัง เวลาทำธุรกิจที่คาบเกี่ยวกับการเมืองระดับโลก
สรุปสั้นๆ คือ ข่าวที่ว่า Trump administration จะได้เงินหมื่นล้านดอลลาร์ ไม่ใช่ข่าวโคมลอย ครับ เพราะสื่อหลักรายงานไปในทางเดียวกันหมด แต่อยู่ที่ว่าสังคมจะมองเรื่องนี้ยังไง จะเป็น “ความฉลาดในการเจรจาเพื่อเอาเงินเข้าคลัง” หรือจะเป็น “การใช้อำนาจรัฐเข้าไปล้วงลูกธุรกิจเอกชน” กันแน่? เรื่องนี้คงต้องดูกันยาวๆ ว่า TikTok โฉมใหม่ภายใต้เงาของรัฐบาลอเมริกาจะเป็นยังไงต่อไปครับ
FAQ: 3 เรื่องน่ารู้ดีล TikTok 2026
1. ข่าวที่ว่า Trump administration ได้เงิน 10 billion ดอลลาร์จากดีล TikTok เป็นเรื่องจริงไหม? อ้างอิงจากรายงานของสำนักข่าวใหญ่อย่าง Reuters และ The Wall Street Journal ถือว่ามีน้ำหนักสูงมากครับ โดยระบุว่าเป็น “ค่าธรรมเนียมการเป็นตัวกลาง” ที่กลุ่มนักลงทุนต้องจ่ายให้รัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีการจ่ายงวดแรกไปแล้ว 2.5 billion ดอลลาร์ แม้จะยังไม่มีการประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลแบบละเอียดยิบ แต่กระแสข่าวจากแหล่งข่าววงในยืนยันตรงกันครับ
2. ตอนนี้ใครเป็นเจ้าของ TikTok ในสหรัฐฯ กันแน่? ตอนนี้เปลี่ยนโครงสร้างมาเป็นบริษัทใหม่ชื่อ TikTok USDS Joint Venture LLC ครับ โดยมีกลุ่มอเมริกันถือหุ้นใหญ่ นำโดย Oracle, Silver Lake และกลุ่มทุน MGX ส่วน ByteDance จากจีนถือหุ้นลดลงเหลือ 19.9% และไม่มีอำนาจควบคุม (Non-controlling stake) เพื่อปลดล็อกปัญหาเรื่องความมั่นคงครับ
3. แล้วผู้ใช้อย่างเราต้องกังวลอะไรไหม? ถ้าคุณใช้งานทั่วไปก็แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนครับ แต่สำหรับคนในอเมริกา ข้อมูลทั้งหมดจะถูกย้ายไปอยู่ภายใต้การดูแลของ Oracle อย่างเต็มตัว ส่วนเรื่อง “อัลกอริทึม” ที่เคยแม่นๆ จนเราหยุดไถไม่ได้ ในอนาคตอาจมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่ของสหรัฐฯ มากขึ้นครับ

